ติดต่อเรา 08.00 - 17.30
โทร 02-943-0180 ต่อ 120
pngtree black ribbon for condolence mourning and melanoma awarness png image
Product categories

Floating IPs คืออะไร ? คู่มือ DevOps เพื่อสถาปัตยกรรม High Availability ที่แท้จริง

Floating IPs

ลองจินตนาการถึงสถานการณ์นี้

เวลาตี 3 ของคืนวันเสาร์ ระบบหลังบ้านตัวสำคัญของคุณที่กำลังให้บริการลูกค้าหลายพันคน… ล่ม คุณรีบตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนก ตรวจสอบพบว่า Server (Virtual Machine) ตัวหลักของคุณในระบบ Cloud ไม่ตอบสนอง อาจจะเพราะ Hardware failure, OS พัง หรือเหตุผลสุดวิสัยใดๆ ก็ตาม

คุณเป็นมืออาชีพ คุณมีแผนสำรอง! คุณมี Server สำรอง (Standby Server) ที่มีข้อมูลเกือบจะ Real-time รออยู่แล้ว คุณแค่ต้องสลับให้ Traffic ทั้งหมดวิ่งไปที่ Server ใหม่นี้

วิธีที่คุณทำคืออะไร? …เข้าไปแก้ DNS?

คุณเข้าไปที่ระบบจัดการ DNS ของคุณ เปลี่ยน A Record ของ api.yourcompany.com จาก IP Address เก่า (111.222.111.1) ไปยัง IP Address ใหม่ของ Server สำรอง (111.222.111.2)

จากนั้นคุณก็… รอ

รอให้ DNS ทั่วโลกอัปเดต (Propagation) ซึ่งอาจใช้เวลาตั้งแต่ 5 นาที ไปจนถึง 48 ชั่วโมง ในระหว่างนั้น ลูกค้าของคุณยังคงพยายามเข้า IP เก่าที่ตายไปแล้ว และแน่นอน… ใช้งานไม่ได้ นี่คือ “Downtime” ที่สร้างความเสียหายมหาศาล

แล้วถ้าผมบอกคุณล่ะว่า มีวิธีที่จะสลับ Traffic ทั้งหมดไปยัง Server ใหม่… ภายในเวลาไม่ถึง 5 วินาที โดยไม่ต้องแตะต้อง DNS เลยแม้แต่น้อย

ยินดีต้อนรับสู่โลกของ Floating IPs

ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกกันว่า Floating IP คืออะไร (What is a Floating IP?) ทำไมมันถึงเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้สำหรับนักพัฒนา, DevOps, และ System Admin ในยุค Cloud-Native เราจะอธิบายว่า float ip ทำงานอย่างไร แตกต่างจาก IP ทั่วไปแค่ไหน และที่สำคัญที่สุดคือ คุณจะนำมันไปใช้สร้างระบบที่แทบจะไม่ล่มเลย (High Availability) ได้อย่างไร

บทที่ 1 ปูพื้นฐาน – IP Address ที่คุณ “คิดว่า” รู้จัก

ก่อนที่เราจะไปถึง “IP ลอยได้” เราต้องเข้าใจก่อนว่า IP Address แบบดั้งเดิมที่เราคุ้นเคยนั้นมีข้อจำกัดอย่างไร โดยเฉพาะในโลกของ Cloud Computing

ปกติแล้ว IP Address ที่เราใช้กันมีอยู่ 2-3 ประเภทหลัก

1. Dynamic IP (IP แบบสุ่ม)

นี่คือ IP ที่เราส่วนใหญ่คุ้นเคยกันในชีวิตประจำวัน เมื่อคุณเชื่อมต่อ Wi-Fi ที่บ้านหรือร้านกาแฟ Router ของคุณจะแจก IP ชั่วคราวให้ (เช่น 192.168.1.10) IP นี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกครั้งที่คุณเชื่อมต่อใหม่ IP ประเภทนี้เหมาะสำหรับอุปกรณ์ Client (เช่น โน้ตบุ๊ก, มือถือ) แต่ “ห้ามใช้เด็ดขาด” สำหรับ Server เพราะที่อยู่ของมันไม่คงที่

2. Static IP (IP แบบคงที่)

นี่คือสิ่งที่ Server ใช้กันเป็นมาตรฐาน เมื่อคุณสร้าง Virtual Machine (VM) หรือ Server บน Cloud (เช่น AWS, Google Cloud, DigitalOcean) คุณมักจะได้รับ Static Public IP Address มาด้วย 1 ตัว (เช่น 111.222.111.1)

IP นี้ “คงที่” (Static) จริง มันจะไม่เปลี่ยนแปลงตราบเท่าที่ Server ของคุณยัง “มีชีวิต” อยู่ และนี่คือ “จุดอ่อน” สำคัญที่หลายคนมองข้าม

“โศกนาฏกรรม” ของ Static IP แบบดั้งเดิม

Static IP แบบดั้งเดิมนั้น ถูกผูกมัดไว้กับ “Hardware” หรือ “Virtual Instance” นั้นๆ อย่างถาวร เปรียบเทียบง่ายๆ

Static IP แบบดั้งเดิม ก็เหมือน “เลขที่บ้าน” ที่สลักไว้บนเสาหน้าบ้านของคุณ (IP คือ 111.222.111.1 / บ้านคือ Server-A)

ถ้าบ้านของคุณ (Server-A) ไฟไหม้และพังทลายลง… เลขที่บ้านนั้น (IP) ก็จะพังทลายหายไปพร้อมกับบ้านหลังนั้นด้วย

เมื่อคุณสร้างบ้านหลังใหม่ (Server-B) ขึ้นมาแทนที่ มันก็จะได้รับ “เลขที่บ้านใหม่” (เช่น 111.222.111.2)

ปัญหาคือ “แขก” หรือ “ลูกค้า” ทั้งหมดของคุณจำเลขที่บ้านเก่า (…1) พวกเขาไม่รู้ว่าตอนนี้คุณย้ายไปอยู่บ้านเลขที่ …2 แล้ว

คุณต้องเสียเวลาไปตะโกนบอกคนทั้งโลกว่า “ผมย้ายบ้านแล้วนะ!” ซึ่งก็คือกระบวนการอัปเดต DNS ที่แสนจะเชื่องช้านั่นเอง

นี่คือจุดที่แนวคิดของ Floating IP Address เข้ามาปฏิวัติเกมทั้งหมด

บทที่ 2 พระเอกของงาน – Floating IP คืออะไร ?

มาถึงคำถามหลักของเรา Floating IP คืออะไร?

ถ้าจะให้คำนิยามแบบกระชับที่สุด

Floating IP (หรือ Float IP) คือ Public IP Address ที่ “ไม่ได้ผูกติด” กับ Server ใด Server หนึ่งโดยตรง แต่มันเป็นทรัพยากร (Resource) ที่คุณเป็นเจ้าของ และสามารถ “ชี้” หรือ “แมป” (Map) มันไปยัง Server ใดก็ได้ที่คุณต้องการภายใน Datacenter เดียวกัน… ได้ทันที

สับสนไหม? ลองกลับไปที่อุปมาเรื่องบ้านของเราใหม่

Floating IP ไม่ใช่ “เลขที่บ้าน” ที่สลักไว้บนเสา แต่มันคือ “ป้าย VIP สงวนสิทธิ์” (Reserved Sign) ที่คุณเป็นเจ้าของ

วันนี้ คุณเอาป้ายนี้ไปวางไว้ที่ “โต๊ะ A” (Server-A) แขกทั้งหมดก็จะเดินมาที่โต๊ะ A พรุ่งนี้ “โต๊ะ A” ขาหัก คุณแค่หยิบ “ป้าย VIP” อันเดิมของคุณ …แล้วเดินไปวางไว้ที่ “โต๊ะ B” (Server-B)

แขกของคุณไม่ต้องทำอะไรเลย พวกเขายังคงมองหา “ป้าย VIP” (Floating IP) อันเดิม และตอนนี้พวกเขาก็เดินไปที่ “โต๊ะ B” ได้อย่างถูกต้อง โดยที่พวกเขาแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าโต๊ะมันถูกเปลี่ยนไปแล้ว!

คุณสมบัติทางเทคนิคที่สำคัญของ Floating IP

  1. เป็นทรัพยากรแยก (Separate Resource) ในหน้า Dashboard ของ Cloud Provider คุณจะเห็น “Floating IPs” เป็นเมนูแยกต่างหากจาก “Servers” หรือ “Instances” คุณสร้างมันขึ้นมา และมันจะลอยๆ อยู่ในบัญชีของคุณ
  2. ชี้ได้ทีละหนึ่ง (One-to-One Mapping) ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง Floating IP 1 ตัว จะชี้ไปที่ Server (หรือ Resource อื่น เช่น Load Balancer) ได้เพียง 1 ตัวเท่านั้น
  3. แมปปิ้งใหม่ได้ทันที (Instant Remapping) “การย้ายป้าย” หรือการแมป IP ใหม่นี้ (เช่น จาก Server-A ไป Server-B) เป็นการเปลี่ยนแปลงระดับ Network ภายใน Datacenter ของ Cloud Provider ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที และไม่ต้องรอ DNS Propagation
  4. คงที่สำหรับโลกภายนอก (Externally Static) สำหรับผู้ใช้งานภายนอก (ลูกค้า, DNS) IP นี้คือ IP ที่ “นิ่ง” และ “คงที่” ที่สุด พวกเขาไม่จำเป็นต้องรู้เลยว่าเบื้องหลังคุณกำลังสลับสับเปลี่ยน Server ไปกี่ตัวแล้ว

บทที่ 3 ทำไมคุณถึง “ต้องใช้” Floating IP? (5 สุดยอด Use Cases)

ตอนนี้คุณรู้แล้วว่า floating ip คืออะไร แต่คำถามต่อมาคือ “แล้วมันมีประโยชน์อะไรนักหนา?” นี่คือ 5 Use Cases สำคัญที่จะเปลี่ยนวิธีคิดในการออกแบบระบบของคุณไปตลอดกาล

Use Case 1 High Availability (HA) และการทำ Failover (นี่คือเหตุผลหลัก!)

นี่คือเหตุผลข้อที่ 1 และสำคัญที่สุดที่ Floating IP ถือกำเนิดขึ้นมา คุณสามารถสร้างสถาปัตยกรรมแบบ Active-Passive

  • Server A (Active) เป็น Server หลักที่ทำงานจริง ให้บริการลูกค้า และถือครอง Floating IP อยู่
  • Server B (Passive/Standby) เป็น Server สำรองที่เตรียมพร้อมไว้ มี Code เหมือนกัน และมีข้อมูลที่ซิงค์กัน (เช่น ผ่าน Database Replication) แต่ “ไม่ได้” ถือ Floating IP

กระบวนการ Failover (เมื่อ Server A ล่ม)

  1. ระบบ Monitoring (เช่น UptimeRobot, Prometheus, หรือ Script ที่คุณเขียนเอง) ตรวจจับได้ว่า Server A ไม่ตอบสนอง
  2. ระบบ Monitoring สั่งยิง API Request ไปยัง Cloud Provider ของคุณ
  3. คำสั่งมหัศจรรย์คือ unassign_ip(floating_ip=’…’, server=’server-A’) และ assign_ip(floating_ip=’…’, server=’server-B’)
  4. ภายในไม่กี่วินาที Floating IP ถูกย้ายไปชี้ที่ Server B
  5. Traffic ทั้งหมดกลับมาออนไลน์ โดยที่ผู้ใช้แทบไม่รู้สึกถึงการสะดุด

Downtime ของคุณลดลงจาก “หลายชั่วโมง” (รอ DNS) เหลือเพียง “ไม่กี่วินาที” (รอ API)

Use Case 2 Blue/Green Deployments (อัปเดตระบบแบบ Zero-Downtime)

นี่คือกลยุทธ์การ Deployment ที่ทันสมัยและปลอดภัยที่สุด “Blue” คือระบบเก่า (Version 1) ที่ทำงานอยู่ “Green” คือระบบใหม่ (Version 2) ที่คุณเพิ่ง Deploy

กระบวนการ

  1. ปัจจุบัน (Blue) Server-Blue (V1) กำลังให้บริการลูกค้า และถือ Floating IP
  2. เตรียมพร้อม (Green) คุณสร้าง Server-Green (V2) ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ทดสอบภายในจนแน่ใจว่าทำงานได้สมบูรณ์ (Server นี้ใช้ IP ภายใน หรือ IP ชั่วคราวไปก่อน)
  3. สลับระบบ (The Switch) เมื่อถึงเวลาปล่อย V2 คุณแค่ “ย้าย” Floating IP จาก Server-Blue ไปยัง Server-Green
  4. Traffic ทั้งหมด 100% จะวิ่งเข้า V2 ทันที

ข้อดีคืออะไร?

  • Zero Downtime ไม่มีการปิดระบบเพื่ออัปเดต
  • Instant Rollback ถ้า V2 ที่ปล่อยไปมีปัญหา Bug ร้ายแรง? ง่ายมาก… แค่ “ย้าย” Floating IP กลับไปที่ Server-Blue (V1) ทันที ปัญหาก็จบภายในไม่กี่วินาที

Use Case 3 การบำรุงรักษาและอัปเกรด Server (Maintenance & Upgrades)

Server ของคุณเริ่มอืด ต้องการอัปเกรด CPU/RAM หรือต้อง Patch Security ที่บังคับให้ Reboot ถ้าเป็นสมัยก่อน คุณต้องประกาศ “ปิดปรับปรุงระบบ” ตอนเที่ยงคืน

ถ้าใช้ Floating IP

  1. Snapshot Server ปัจจุบันของคุณ
  2. สร้าง Server ใหม่ที่ “ใหญ่กว่า” (More CPU/RAM) จาก Snapshot นั้น
  3. ทดสอบ Server ใหม่จนแน่ใจ
  4. ย้าย Floating IP จาก Server เก่า ไปยัง Server ใหม่
  5. ลบ Server เก่าทิ้ง

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัวเลยว่าคุณเพิ่ง “ผ่าตัดเปลี่ยนเครื่อง” ไป

Use Case 4 IP ที่อยู่คงที่สำหรับการ Whitelist (Stable Outbound IP)

บางครั้ง Server ของคุณไม่ได้ “ให้บริการ” แต่ต้อง “วิ่งออกไปเรียก” API ภายนอก (เช่น API ธนาคาร, API กรมสรรพากร) ซึ่งบริการเหล่านั้น มักจะจำกัดความปลอดภัยโดยการ “Whitelist IP” ที่อนุญาตให้เรียกได้

ปัญหาคือ ถ้าคุณใช้ Server หลายตัว หรือสร้าง Server ใหม่บ่อยๆ (เช่นใน Kubernetes หรือ Auto-Scaling Group) IP ขาออก (Outbound IP) ของคุณจะเปลี่ยนไปเรื่อย ทำให้คุณต้องคอยแจ้ง API ภายนอกเพื่อขอแก้ Whitelist ตลอดเวลา

วิธีแก้ คุณสามารถสร้าง Server ตัวหนึ่ง (เรียกว่า NAT Gateway หรือ Egress Gateway) และ “ผูก” Floating IP ไว้กับมัน จากนั้น คุณบังคับให้ Server อื่นๆ ทั้งหมดในระบบของคุณ วิ่งออกอินเทอร์เน็ตผ่าน Gateway ตัวนี้

ผลลัพธ์ ไม่ว่าคุณจะมี Server 10 ตัว หรือ 1,000 ตัว โลกภายนอกจะเห็นว่า Traffic ทั้งหมดมาจาก Floating IP เพียง IP เดียว คุณจึงแจ้ง Whitelist แค่ครั้งเดียว จบ

Use Case 5 ลดความซับซ้อนของ DNS (Simplified DNS)

เมื่อคุณใช้ Floating IP… DNS A Record ของคุณ (เช่น app.yourcompany.com) จะชี้ไปที่ Floating IP Address นั้น และคุณจะ “ไม่ต้องแก้ไข DNS นั้นอีกเลย”

ไม่ว่าคุณจะเปลี่ยน Server, อัปเกรด Server, ย้าย Datacenter (ใน Region เดียวกัน) หรือทำ Failover… DNS ของคุณจะนิ่งสนิท ความปวดหัวเรื่อง DNS Propagation, TTL (Time-to-Live) จะหายไปจากชีวิตคุณ

บทที่ 4 เปรียบเทียบหมัดต่อหมัด Floating IP vs. …

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เรามาเทียบ floating ip กับเทคโนโลยีอื่นๆ ที่คนมักสับสนกัน

1. Floating IP vs. “Classic” Static IP

  • Static IP ผูกติดกับ Instance เมื่อ Instance ตาย IP ก็ตายไปด้วย
  • Floating IP เป็นทรัพยากรแยกต่างหาก Instance ตาย IP ไม่ตาย คุณย้าย IP ไปหา Instance ใหม่ได้
  • สรุป Static IP คือ “รอยสัก” (ลบยาก) / Floating IP คือ “ป้ายชื่อ” (ย้ายได้)

2. Floating IP vs. Load Balancer

นี่คือข้อที่คนสับสน “มากที่สุด”

  • Floating IP ทำหน้าที่ “ชี้ไปที่ Server เดียว” (One-to-One) ในแต่ละครั้ง เหมาะสำหรับระบบ Active-Passive (มีตัวจริง 1 ตัว, ตัวสำรอง 1 ตัว) หรือสำหรับ Service ที่มีสถานะ (Stateful) ที่ไม่สามารถขยายแบบแนวนอนได้ง่ายๆ (เช่น Database Master)
  • Load Balancer (LB) ทำหน้าที่ “กระจาย” Traffic ไปยัง Server “หลายตัว” (One-to-Many) พร้อมๆ กัน เหมาะสำหรับระบบ Active-Active (ทุกตัวทำงานพร้อมกัน) เพื่อการ “ขยายระบบ” (Scaling) (เช่น Web Servers, API Servers)

คำถาม แล้วใช้อะไรดี? คำตอบ บ่อยครั้ง คุณ “ใช้ทั้งคู่”! ระบบที่สมบูรณ์แบบ มักจะมี Floating IP (หรือ Elastic IP ของ AWS) ชี้ไปที่ “Load Balancer” และ Load Balancer นั้น ค่อยกระจาย Traffic ไปยัง Server 10 ตัวที่อยู่ข้างหลัง วิธีนี้ทำให้คุณได้ประโยชน์ทั้ง High Availability (ถ้า Load Balancer พัง ก็ย้าย IP ไป LB สำรอง) และ Scalability (LB กระจายงานไป Server 10 ตัว)

3. Floating IP vs. DNS Failover

  • DNS Failover ทำงานโดยการเปลี่ยน A Record ใน DNS เมื่อ Server หลักล่ม
  • จุดอ่อน ช้ามาก! ขึ้นอยู่กับค่า TTL ซึ่งอาจนานเป็นชั่วโมง ผู้ใช้บางคนที่ยังจำ DNS เก่า (Cache) ก็จะยังเข้า IP ที่ตายแล้วอยู่ดี
  • Floating IP ทำงานระดับ Network ภายใน Cloud
  • จุดแข็ง เร็วมาก! (หลักวินาที) ไม่ต้องรอ Propagation เพราะ DNS ไม่ได้เปลี่ยนเลย

บทที่ 5 ชื่อเรียกที่แตกต่างกันในแต่ละ Cloud Provider (สำคัญมาก!)

นี่คืออีกหนึ่งความสับสน คุณอาจจะหาคำว่า “Floating IP” ใน AWS ไม่เจอ นั่นเพราะแต่ละเจ้าก็มีชื่อเรียกแบรนด์ของตัวเอง แต่หลักการ “เหมือนกันเป๊ะ”

  • Amazon Web Services (AWS)
    • เรียกว่า “Elastic IP” (EIP)
    • นี่คือชื่อที่โด่งดังที่สุด และเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกแนวคิดนี้
  • DigitalOcean
    • เรียกว่า “Floating IPs” (ตรงตัวที่สุด)
  • Google Cloud (GCP)
    • เรียกว่า “Static External IP Address”
    • (GCP จะมี 2 โหมด “Ephemeral” (ชั่วคราว) และ “Static” (ถาวร) ซึ่งตัว Static นี้สามารถ “Reassign” หรือย้ายระหว่าง VM ได้ จึงทำหน้าที่เหมือน Floating IP)
  • Microsoft Azure
    • เรียกว่า “Public IP Address” (Standard SKU)
    • (SKU Standard จะอนุญาตให้คุณ “Disassociate” IP ออกจาก VM ที่ตายแล้ว และ “Associate” กับ VM ใหม่ได้)
  • Vultr, Linode, และอื่นๆ
    • ส่วนใหญ่จะเรียกว่า “Floating IPs” หรือ “Reserved IPs”

ดังนั้น ถ้าคุณใช้ AWS แล้วได้ยินคำว่า “Elastic IP” ก็ให้เข้าใจทันทีว่า มันคือแนวคิดเดียวกับ floating ip นั่นเอง

บทที่ 6 “ของฟรีไม่มีในโลก” – ข้อควรระวังและค่าใช้จ่ายของ Floating IP

Floating IP นั้นทรงพลัง แต่ก็มี “กับดัก” หรือข้อควรพิจารณาซ่อนอยู่ โดยเฉพาะเรื่อง “เงิน”

กับดักเรื่องค่าใช้จ่าย “IP ที่ลอยอยู่เฉยๆ”

Cloud Provider ส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะ AWS กับ Elastic IP) มีนโยบายการคิดเงินที่น่าสนใจมาก

  1. ถ้าคุณ “ใช้งาน” Floating IP (ผูกติดกับ Server ที่ “กำลังรันอยู่”)
    • พวกเขาจะให้คุณใช้ ฟรี! (หรือรวมในค่า Instance แล้ว)
  2. ถ้าคุณ “ไม่ได้ใช้งาน” Floating IP (จองไว้เฉยๆ แต่ไม่ได้ผูกกับ Server ใดเลย) หรือ ผูกกับ Server ที่ “ปิดเครื่อง” (Stopped)
    • พวกเขาจะ “คิดเงินคุณ” และมักจะคิดในอัตราที่แพง!

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบคือ IPv4 Address กำลังจะหมดโลก IP Address เป็นทรัพยากรที่มีค่าและขาดแคลนมาก ผู้ให้บริการ Cloud ไม่ต้องการให้คน “จอง” IP กั๊กไว้เฉยๆ โดยไม่ใช้งาน พวกเขาจึงตั้งราคาเพื่อบีบให้คุณ “ใช้ หรือ คืน”

ข้อควรจำ เมื่อคุณเลิกใช้ Server อย่าลืม “Release” หรือ “ลบ” Floating IP ที่คุณจองไว้ทิ้งด้วย มิฉะนั้นคุณจะโดนเก็บเงินค่า “IP ที่ลอยทิ้งไว้” ไปเรื่อยๆ

ข้อจำกัดทางเทคนิค มันไม่ได้ “ลอย” ข้ามโลก

ข้อจำกัดสำคัญอีกประการคือ Floating IP มักจะถูก “จำกัด” ให้อยู่ภายใน “Region” หรือ “Datacenter” เดียวกัน

  • คุณ สามารถ ย้าย Floating IP จาก Server-A ไป Server-B ที่อยู่ใน “สิงคโปร์” (Datacenter เดียวกัน)
  • คุณ ไม่สามารถ ย้าย Floating IP จาก Server ใน “สิงคโปร์” ไปยัง Server ใน “นิวยอร์ก” ได้ (คนละ Region)

ถ้าคุณต้องการทำ Failover ข้ามทวีป (Geo-Redundancy) คุณยังคงต้องใช้เทคโนโลยีอื่นร่วมด้วย เช่น DNS Failover (อย่าง Amazon Route 53)

Floating IP ไม่ได้ช่วย “ซิงค์ข้อมูล” (Data Sync)

นี่คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อย Floating IP ทำหน้าที่แค่ “ย้ายป้ายจราจร” มัน “ไม่” ได้ช่วยคุณ Copy ข้อมูลจาก Server-A (ที่กำลังจะตาย) ไปยัง Server-B (ตัวสำรอง)

การซิงค์ข้อมูลเป็นหน้าที่ “ของคุณ” ที่ต้องเตรียมไว้ต่างหาก เช่น

  • ถ้าเป็น Database คุณต้องตั้งค่า Master-Slave Replication ไว้ล่วงหน้า
  • ถ้าเป็นไฟล์ (เช่น รูปภาพที่ User อัปโหลด) คุณต้องใช้ระบบ Storage แยกต่างหาก (เช่น S3, DigitalOcean Spaces) หรือใช้ระบบไฟล์ที่ซิงค์กัน (เช่น GlusterFS, rsync)

ระบบ Failover ที่สมบูรณ์จึงประกอบด้วย 2 ส่วน

  1. Data Replication (เตรียมข้อมูลให้พร้อม)
  2. Floating IP (สลับ Traffic เมื่อพร้อม)

สรุป – ก้าวต่อไปของ Floating IP

เราเดินทางกันมาไกลมาก และตอนนี้คุณน่าจะมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งแล้วว่า Floating IP คืออะไร

Floating IP ไม่ใช่แค่ “IP Address” แต่มันคือ “แนวคิด” มันคือการ “แยก” (Decouple) ตัวตนสาธารณะของคุณ (Public Identity – The IP) ออกจากโครงสร้างพื้นฐานที่อาจล่มสลายได้ (Infrastructure – The Server)

มันคือเครื่องมือที่เปลี่ยนการรับมือกับปัญหา จาก “โกลาหล” (Chaos – รอ DNS 24 ชั่วโมง) ไปสู่ “การควบคุม” (Control – ยิง API 1 คำสั่งใน 5 วินาที)

ไม่ว่าคุณจะเรียกมันว่า Floating IP, Elastic IP (EIP), หรือ Float IP นี่คือหนึ่งในองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญที่สุดสำหรับการสร้างสถาปัตยกรรม Cloud ที่ทันสมัย, ยืดหยุ่น (Flexible), และทนทาน (Resilient)

ก้าวต่อไปของคุณ? ครั้งต่อไปที่คุณกำลังจะสร้าง Server ใหม่บน Cloud… อย่าเพิ่งใช้ Static IP ที่ติดมากับเครื่อง ลองเข้าไปในเมนู “Network” และมองหา “Floating IPs” หรือ “Elastic IPs” จองมันมา 1 อัน และผูกมันเข้ากับ Server ของคุณ

แม้ว่าวันนี้คุณจะยังมี Server แค่ตัวเดียว… แต่วันใดที่ Server นั้นมีปัญหา หรือวันที่คุณต้องการอัปเกรดมัน คุณจะขอบคุณตัวเองในอดีต ที่ได้เตรียม “ทางหนีไฟ” อันทรงพลังนี้ไว้แล้ว.

ติดต่อ GreatOcean เพื่อรับคำปรึกษาฟรี และค้นพบโซลูชันความปลอดภัยที่เหมาะสมกับองค์กรของคุณวันนี้!

Line : @greatocean
Tel : 099-495-8880
Facebook : https://www.facebook.com/gtoengineer/
Email : support@gtoengineer.com