ติดต่อเรา 08.00 - 17.30
โทร 02-943-0180 ต่อ 120
Product categories

Cycle Count vs Stock Count ต่างกันอย่างไร? นับสต็อกแบบไหนช่วยให้ของในคลังตรงกับระบบมากกว่า

เคยเจอสถานการณ์แบบนี้หรือไม่?

ระบบแจ้งว่า

สินค้า A มี 120 ชิ้น

แต่พอพนักงานเดินไปหยิบของจริง กลับพบเพียง

116 ชิ้น

หรือบางครั้งระบบบอกว่าสินค้าหมด แต่พอเดินเข้าไปในคลังกลับพบสินค้านอนอยู่บน Rack อีกหลายกล่อง

นี่คือปัญหา Stock Accuracy หรือความถูกต้องของสต็อก

ไม่ว่าระบบ ERP จะดีแค่ไหน หากจำนวนสินค้าจริงในคลังไม่ตรงกับข้อมูลในระบบ ฝ่ายขายก็อาจขายสินค้าที่ไม่มีจริง ฝ่ายจัดซื้ออาจสั่งสินค้าเกินความจำเป็น และฝ่ายผลิตอาจวางแผนโดยใช้วัตถุดิบที่หาไม่เจอ

วิธีหนึ่งที่ใช้ตรวจสอบปัญหานี้คือการนับสต็อก

แต่คำถามคือ

ควรรอปิดคลังแล้วนับสินค้าทั้งหมดปีละครั้ง?

หรือควรนับสินค้าเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ตลอดทั้งปี?

นี่คือความแตกต่างระหว่าง Cycle Count vs Stock Count


Stock Count คืออะไร?

Stock Count หรือ Physical Inventory Count คือการตรวจนับสินค้าจริงในคลัง แล้วเปรียบเทียบกับจำนวนที่อยู่ในระบบ

โดยทั่วไปองค์กรอาจทำ

  • ทุกสิ้นเดือน
  • ทุกไตรมาส
  • ทุก 6 เดือน
  • สิ้นปีบัญชี

บางบริษัทจะหยุดรับ-จ่ายสินค้าในช่วงที่ตรวจนับ เพื่อป้องกันยอดเปลี่ยนระหว่างการนับ

ตัวอย่างเช่น

ระบบ ERP ระบุว่า

Itemในระบบนับจริงส่วนต่าง
ITEM-A120116-4
ITEM-B2502500
ITEM-C8083+3

เมื่อพบส่วนต่าง องค์กรต้องตรวจสอบสาเหตุ และหากยืนยันแล้วจึงปรับยอดในระบบให้ตรงกับของจริง


Cycle Count คืออะไร?

Cycle Count คือการแบ่งสินค้าออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แล้วตรวจนับหมุนเวียนตลอดทั้งปี โดยไม่จำเป็นต้องรอปิดคลังนับทั้งหมดพร้อมกัน

ตัวอย่างเช่น คลังมีสินค้า 10,000 SKU

แทนที่จะปิดคลังหนึ่งวันเพื่อไล่นับทั้งหมด อาจกำหนดว่า

วันจันทร์ นับ Zone A

วันอังคาร นับ Zone B

วันพุธ นับสินค้ามูลค่าสูง

วันพฤหัสบดี นับ Fast-moving Items

วันศุกร์ นับสินค้าที่เคยมีส่วนต่าง

จากนั้นสัปดาห์ถัดไปก็หมุนไปยังกลุ่มสินค้าอื่น

เป้าหมายคือทำให้ การตรวจสอบสต็อกเป็นกิจกรรมต่อเนื่อง แทนที่จะเป็นเหตุการณ์ใหญ่เพียงหนึ่งหรือสองครั้งต่อปี


Cycle Count vs Stock Count ต่างกันอย่างไร?

สรุปได้ดังนี้

หัวข้อCycle CountStock Count
วิธีนับแบ่งนับเป็นกลุ่มนับทั้งหมด
ความถี่ต่อเนื่องเป็นช่วง
ต้องปิดคลังส่วนใหญ่ไม่ต้องอาจต้อง
จำนวนสินค้าต่อครั้งน้อยมาก
หาปัญหาได้เร็วสูงต่ำกว่า
กระทบ Operationsน้อยมากกว่า
เหมาะกับคลังขนาดใหญ่มากทำได้แต่ใช้ทรัพยากรสูง
เห็น Root Causeง่ายกว่าบางครั้งปัญหาเกิดมานานแล้ว

ความแตกต่างหลักของ Cycle Count vs Stock Count จึงไม่ใช่แค่ว่า “นับกี่ชิ้น”

แต่คือ

Stock Count = ตรวจสอบเป็นเหตุการณ์

ขณะที่

Cycle Count = สร้างกระบวนการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง


ทำไมสต็อกในระบบถึงไม่ตรงกับของจริง?

ก่อนเลือกว่าจะใช้ Cycle Count หรือ Stock Count องค์กรควรรู้ก่อนว่าส่วนต่างของสต็อกเกิดจากอะไร

สาเหตุที่พบบ่อยมีหลายแบบ


1. รับสินค้าแล้วไม่ได้บันทึก

ของจริงเข้าคลังแล้ว

แต่ Purchase Receipt หรือ Transaction ในระบบยังไม่ได้ทำ

ผลคือ

ของจริง > ระบบ


2. หยิบสินค้าออกแล้วไม่ได้ตัดสต็อก

พนักงานนำสินค้าออกจากคลัง แต่ Transaction ไม่เกิดขึ้น

ผลคือ

ระบบ > ของจริง


3. หยิบ SKU ผิด

ระบบบอกให้หยิบ ITEM-A

แต่พนักงานหยิบ ITEM-B ที่กล่องคล้ายกัน

Transaction ในระบบอาจดูถูกต้อง แต่ของจริงเริ่มผิดทันทีสองรายการ

ITEM-A ในระบบลด แต่ของจริงไม่ได้ลด

ITEM-B ของจริงลด แต่ระบบไม่ได้ลด


4. จำนวนต่อกล่องไม่ตรง

ตัวอย่างเช่น

1 Box = 12 PCS

แต่พนักงานเข้าใจว่า

1 Box = 10 PCS

เพียงแค่ UOM ผิดครั้งเดียวก็สามารถสร้างส่วนต่างสะสมจำนวนมากได้


5. ย้ายสินค้าแล้วไม่ได้บันทึก Location

สินค้าอาจไม่ได้หาย

แต่ถูกย้ายจาก

Rack A01 → Rack B07

โดยไม่ได้ทำ Transaction

เมื่อพนักงานไปดู A01 แล้วไม่เจอ จึงคิดว่าสินค้าขาด


6. Return ไม่ถูกบันทึก

ลูกค้าคืนสินค้าแล้ว แต่ของเข้าคลังโดยไม่ผ่าน Return Transaction

หรือสินค้าเสียถูกส่งกลับแต่ยังถูกนับรวมกับ Sellable Stock


7. ของเสีย / แตก / สูญหาย

สินค้าเสียหายระหว่างขนย้าย แต่ไม่ได้ Adjust Stock


8. Batch หรือ Serial Number ผิด

จำนวนรวมอาจเท่ากัน

แต่ Batch ในระบบผิด

เช่น ระบบมี

LOT-A = 100
LOT-B = 100

ของจริงเป็น

LOT-A = 80
LOT-B = 120

รวมเท่ากัน 200 ชิ้น

แต่หากต้องทำ FEFO หรือ Traceability ระบบก็ยังถือว่าผิดอยู่ดี


ปัญหาของการรอนับสต็อกปีละครั้ง

ลองคิดว่าสินค้าหายตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์

แต่บริษัทตรวจนับครั้งถัดไปเดือนธันวาคม

เมื่อพบว่าสินค้าขาด 20 ชิ้น ทีมงานต้องย้อนกลับไปตรวจ Transaction เกือบหนึ่งปี

อาจมีข้อมูลเกี่ยวข้องหลายพันรายการ เช่น

  • Purchase Receipt
  • Stock Transfer
  • Material Issue
  • Delivery
  • Return
  • Production
  • Repack
  • Adjustment

ถึงเวลานั้นการหา Root Cause จะยากมาก

นี่คือหนึ่งในข้อดีสำคัญของ Cycle Count

หากสินค้าเพิ่งถูกตรวจเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และวันนี้พบยอดต่าง

ช่วงเวลาที่ต้องสืบหาสาเหตุจะเหลือเพียงไม่กี่วัน


ตัวอย่าง Cycle Count ในคลัง

สมมติคลังมีสินค้า 5,000 SKU

องค์กรอาจแบ่งสินค้าเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่ม A — สินค้าสำคัญมาก

เช่น

  • มูลค่าสูง
  • ขายบ่อย
  • ใช้ในการผลิตบ่อย
  • ขาดแล้วกระทบ Operations สูง

จำนวน 500 SKU

นับทุกเดือน


กลุ่ม B — สินค้าระดับกลาง

จำนวน 1,500 SKU

นับทุกไตรมาส


กลุ่ม C — สินค้าเคลื่อนไหวน้อย

จำนวน 3,000 SKU

นับปีละ 1–2 ครั้ง

นี่คือแนวคิดที่เรียกว่า ABC Cycle Counting

ไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุก SKU ต้องถูกตรวจเท่ากัน

สินค้าที่มีผลกระทบต่อธุรกิจมากควรถูกตรวจบ่อยกว่า


ABC Analysis ช่วยวาง Cycle Count อย่างไร?

หลัก ABC สามารถใช้แบ่งสินค้าโดยดูจาก

  • มูลค่า
  • ยอดขาย
  • ความถี่ในการเคลื่อนไหว
  • ความสำคัญต่อ Production
  • ความเสี่ยง
  • Margin
  • Lead Time

ตัวอย่าง

A Items

20% ของจำนวน SKU

แต่อาจคิดเป็น 80% ของมูลค่าสินค้าคงคลัง

ควรนับบ่อยที่สุด

B Items

สินค้าในระดับกลาง

ตรวจเป็นรอบ เช่น ทุก 2–3 เดือน

C Items

จำนวน SKU มาก แต่มูลค่ารวมต่ำหรือเคลื่อนไหวน้อย

สามารถนับห่างกว่า

วิธีนี้ช่วยให้องค์กรใช้แรงงานในการตรวจนับกับสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงก่อน


ไม่ใช่แค่นับให้ตรง ต้องวัด Stock Accuracy ด้วย

หากบริษัททำ Cycle Count แต่ไม่ได้เก็บ KPI ก็จะไม่รู้ว่าคลังดีขึ้นหรือไม่

หนึ่งในตัวเลขที่ควรวัดคือ

Stock Accuracy

ตัวอย่างสูตรอย่างง่าย

Stock Accuracy (%) = จำนวนรายการที่นับตรง ÷ จำนวนรายการที่ตรวจทั้งหมด × 100

เช่น

ตรวจ 500 SKU

ตรง 475 SKU

ดังนั้น

Stock Accuracy = 95%

หากเดือนหน้าเป็น 97%

และเดือนถัดไป 98.5%

แปลว่ากระบวนการในคลังกำลังดีขึ้น

แต่หากตัวเลขค้างอยู่ที่ 90% ทุกเดือน

การนับสต็อกบ่อยขึ้นอย่างเดียวอาจไม่ได้แก้ปัญหา

ต้องหา Root Cause ว่าทำไม Transaction จึงผิดซ้ำ


Cycle Count ไม่ควรกลายเป็น “นับแล้วปรับยอด”

นี่เป็นจุดที่สำคัญมาก

หลายองค์กรทำแบบนี้

ระบบบอก 100

นับจริง 96

จากนั้นปรับระบบเป็น 96

จบ

หากทำแบบนี้ทุกครั้ง Cycle Count จะกลายเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับ “ล้างส่วนต่าง”

แต่ไม่ได้ช่วยให้ Stock Accuracy ดีขึ้น

สิ่งที่ควรเกิดคือ

100 → นับจริง 96 → ต่าง -4 → ทำไม?

ต้องหาว่า

  • หยิบเกินหรือไม่
  • ส่งของผิดหรือไม่
  • Return ไม่เข้าไหม
  • UOM ผิดหรือไม่
  • Warehouse ผิดหรือไม่
  • Damage ไม่ถูกตัดหรือไม่
  • มี Transaction ที่ยัง Draft หรือไม่
  • มีการย้ายสินค้าโดยไม่ Scan หรือไม่

เมื่อรู้ Root Cause แล้วจึงแก้ Process ที่ทำให้เกิดส่วนต่าง


Blind Count คืออะไร และทำไมควรใช้?

การทำ Cycle Count ที่ดีมักใช้แนวคิด Blind Count

หมายถึง

คนที่นับไม่ควรเห็นจำนวนที่ระบบคาดไว้ก่อน

ตัวอย่าง

วิธีที่ไม่ควรทำ

ระบบแสดง

ITEM-A
Expected Qty: 100

พนักงานเดินไปนับ

ใกล้ ๆ 100

แล้วกรอก 100

ความลำเอียงเกิดขึ้นได้ง่ายมาก


Blind Count

ระบบบอกเพียง

ITEM-A / Rack A01

พนักงานต้องนับเองและกรอกจำนวน

เช่น

96

จากนั้นระบบจึงค่อยเปรียบเทียบ

Expected 100
Counted 96
Variance -4

วิธีนี้ช่วยทำให้ Physical Count มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น


ต้อง Freeze Stock ตอนนับหรือไม่?

นี่คืออีกหนึ่งปัญหาที่พบมาก

พนักงานกำลังนับสินค้า

เริ่มต้นระบบมี 100

นับได้ 100

แต่ระหว่างนั้นฝ่ายขายส่งสินค้าออก 5 ชิ้น

ระบบกลายเป็น 95

หากนำผล 100 ไป Reconcile ทันที ก็จะผิดอีกครั้ง

ดังนั้นต้องมี Strategy ที่ชัดเจน


วิธีที่ 1 ปิด Movement ชั่วคราว

ง่ายที่สุด

ระหว่างนับห้ามรับ-จ่ายสินค้าในพื้นที่นั้น

เหมาะกับ Stock Count ใหญ่


วิธีที่ 2 Freeze เฉพาะ Zone

หากคลังใหญ่ ไม่ต้องปิดทั้ง Warehouse

วันนี้นับ Zone A

จึง Freeze เฉพาะ Rack ใน Zone A


วิธีที่ 3 ใช้ Cut-off Time

กำหนดว่า Cycle Count อ้างอิงยอด

ณ เวลา 10:00

Transaction หลังจากนั้นไม่ควรนำมาปะปนกับจำนวน ณ จุดตรวจนับ

ERP จึงมีบทบาทสำคัญในการเก็บ Transaction พร้อมวันที่และเวลา


Barcode ช่วย Cycle Count อย่างไร?

ปัญหาของการตรวจนับแบบกระดาษคือพนักงานต้อง

  1. อ่าน Item Code
  2. เขียนรหัส
  3. เขียนจำนวน
  4. นำกระดาษกลับมา
  5. มีคนคีย์เข้าระบบอีกครั้ง

ทุกขั้นตอนมีโอกาสผิด

Barcode สามารถลดงานเหล่านี้ได้มาก

Workflow อาจกลายเป็น

Scan Location

Scan Item

Scan Batch / Serial

กรอก Quantity

บันทึก

ข้อมูลเข้าสู่ระบบโดยตรง


ตัวอย่างการตรวจนับด้วย Barcode

พนักงานเดินไปที่

Rack A-01-03

สแกน Location Barcode

ระบบแสดงรายการที่ควรอยู่ในตำแหน่งนี้

จากนั้นพนักงานสแกน

ITEM-00081

และกรอก

Qty = 24

หากสินค้าเป็น Batch Item ก็สแกน

LOT-260815-A

ระบบจึงสามารถบันทึกได้ละเอียดถึง

Warehouse + Location + Item + Batch + Quantity

แทนการทราบเพียงยอดรวมของ Item


ERPNext ช่วยตรวจนับสต็อกอย่างไร?

ERPNext มีเครื่องมือสำหรับตรวจสอบและปรับจำนวนสต็อก เช่น Stock Reconciliation

องค์กรสามารถดึงยอดสินค้าจาก Warehouse แล้วระบุ Quantity ที่ตรวจนับจริงเพื่อเปรียบเทียบและปรับปรุงข้อมูล

นอกจากนี้ หาก Item ถูกกำหนด Barcode ไว้ ระบบสามารถใช้ Barcode Scanner ใน Scan Mode เพื่อเพิ่มจำนวนจากการสแกนสินค้าระหว่าง Physical Inventory ได้

จึงช่วยลดการคีย์ Item Code ด้วยมือ


Quick Stock Balance มีประโยชน์ตอนไหน?

บางครั้งเราไม่ได้ต้องการนับคลังทั้งหมด

แค่ต้องการตอบคำถามว่า

“ITEM-A ใน Warehouse นี้ ณ ตอนนี้ควรมีเท่าไร?”

เครื่องมือ Quick Stock Balance สามารถใช้ดู

  • Item
  • Warehouse
  • Quantity
  • Stock Value
  • ตามวันที่ที่ต้องการ

รวมถึงใช้ Barcode ช่วยค้น Item ได้

เหมาะสำหรับ

  • ตรวจสอบสินค้าก่อนทำ Transaction
  • Audit
  • Spot Check
  • ตรวจสอบ SKU ที่มีปัญหา
  • Cycle Count แบบเฉพาะจุด

Stock Ledger สำคัญอย่างไรเมื่อเจอส่วนต่าง?

เมื่อ Cycle Count พบว่า

ระบบ = 100
ของจริง = 94

คำถามต่อไปคือ

6 ชิ้นหายไปไหน?

Stock Ledger มีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นประวัติการเคลื่อนไหวของ Stock

เช่น

เริ่มต้น 100

  • Purchase 20

= 120

  • Delivery 10

= 110

  • Material Issue 10

= 100

แต่ Physical Count = 94

แปลว่ามี Transaction จริงบางส่วนที่ไม่ได้ถูกบันทึก หรือมีการบันทึกผิด

ทีมงานจึงสามารถย้อนดู Transaction เพื่อหาเหตุการณ์ผิดปกติได้


Cycle Count แบบไหนเหมาะกับโรงงาน?

โรงงานมักมีความซับซ้อนมากกว่าคลังขายสินค้า เพราะ Stock ไม่ได้มีเพียง Finished Goods

ยังมี

  • Raw Material
  • Work in Process
  • Packaging
  • Consumables
  • Spare Parts
  • Finished Goods

แต่ละกลุ่มควรมี Strategy ต่างกัน


Raw Material

ควรให้ความสำคัญกับ Material ที่

  • มูลค่าสูง
  • Lead Time นาน
  • Production ขาดไม่ได้

Packaging

แม้มูลค่าต่อชิ้นต่ำ แต่หากขาดอาจทำให้สินค้าผลิตเสร็จแต่ส่งไม่ได้

จึงไม่ควรมองจากมูลค่าอย่างเดียว


Spare Parts

Spare Part บางตัวไม่ได้ใช้มาหลายปี

แต่ถ้าเครื่องจักรเสียแล้วหาไม่เจอ Production Line อาจหยุดทั้งสาย

ควรมี Criticality เป็นอีกปัจจัยในการจัดกลุ่ม


Finished Goods

ควรเน้นสินค้าที่

  • Fast-moving
  • มูลค่าสูง
  • มี Batch
  • มี Expiry Date
  • มีความเสี่ยงหยิบผิดสูง

Cycle Count เชื่อมกับ FEFO ได้อย่างไร?

บทความก่อนเราอธิบายว่า FEFO ต้องรู้ว่า

Batch ไหนหมดอายุก่อน

แต่ข้อมูล FEFO จะเชื่อถือไม่ได้ หาก Batch Quantity ในระบบผิด

ตัวอย่าง

ระบบบอกว่า

LOT-A = 30
หมดอายุพรุ่งนี้

LOT-B = 100
หมดอายุอีก 6 เดือน

ระบบจึงแนะนำหยิบ LOT-A ก่อน

แต่หากของจริง LOT-A ไม่มีแล้ว

พนักงานก็จะเสียเวลาเดินหา

ดังนั้น

FEFO ที่ดีต้องมี Stock Accuracy ที่ดี

และ Cycle Count เป็นหนึ่งในกระบวนการที่ช่วยรักษาความแม่นยำดังกล่าว


Cycle Count เชื่อมกับ Traceability อย่างไร?

Traceability ต้องสามารถตอบว่า

สินค้า Batch ไหนอยู่ที่ไหนและเหลือเท่าไร

หาก Batch ในระบบผิด

Traceability ก็ผิดตาม

ตัวอย่าง

ระบบบอก

LOT-X = 20

แต่ของจริงคือ LOT-Y

เมื่อเกิด Product Recall ระบบอาจสั่งกัก LOT-X ทั้งที่สินค้าที่ต้องกักจริงคือ LOT-Y

ดังนั้นการตรวจนับไม่ควรดูแค่

Total Quantity

แต่สินค้าที่มี Batch หรือ Serial ควรตรวจรายละเอียดนั้นด้วย


ควรนับสต็อกบ่อยแค่ไหน?

ไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกองค์กร

แต่สามารถเริ่มจาก Risk-based Approach เช่น

กลุ่มความสำคัญความถี่แนะนำ
Aสูงมากรายเดือน
Bปานกลางรายไตรมาส
Cต่ำ1–2 ครั้ง/ปี
Criticalกระทบการผลิตสูงรายสัปดาห์/เดือน
High Varianceเคยผิดบ่อยเพิ่มความถี่

เมื่อระบบนิ่งขึ้น สามารถปรับความถี่ตามผล Stock Accuracy ได้


KPI ที่ควรติดตามหลังทำ Cycle Count

การทำ Cycle Count ไม่ควรวัดแค่ว่า

“วันนี้นับครบหรือยัง”

ควรติดตามอย่างน้อย

Stock Accuracy %

สต็อกตรงกับระบบกี่เปอร์เซ็นต์

Variance Quantity

จำนวนที่ต่างทั้งหมด

Variance Value

มูลค่าของส่วนต่าง

เพราะขาด 10 ชิ้นของสินค้าราคา 5 บาท

ไม่เท่ากับ

ขาด 10 ชิ้นของสินค้าราคา 50,000 บาท

Count Completion Rate

รายการที่วางแผนจะนับถูกนับครบหรือไม่

Repeat Variance

SKU ไหนมีปัญหาซ้ำบ่อย

Root Cause

สาเหตุหลักมาจากอะไร

  • Receiving
  • Picking
  • Return
  • Transfer
  • Production
  • UOM
  • Damage
  • Master Data

ข้อมูลนี้ช่วยให้องค์กรรู้ว่าควรไปแก้ Process จุดไหน


8 ขั้นตอนเริ่มทำ Cycle Count

ขั้นที่ 1 ตรวจ Item Master

ก่อนเริ่มต้องมั่นใจก่อนว่า

  • Item Code
  • Barcode
  • UOM
  • Warehouse
  • Batch
  • Serial

ถูกต้อง


ขั้นที่ 2 แบ่งสินค้าเป็นกลุ่ม

เช่น

A / B / C

หรือแบ่งตาม

Value / Movement / Criticality


ขั้นที่ 3 กำหนดความถี่

กำหนดว่าแต่ละกลุ่มต้องถูกนับบ่อยแค่ไหน


ขั้นที่ 4 วาง Calendar

ไม่ควรรอให้นึกขึ้นได้แล้วค่อยนับ

ควรมี Schedule ชัดเจน


ขั้นที่ 5 ใช้ Blind Count

ไม่แสดง Expected Quantity ให้พนักงานเห็นก่อน


ขั้นที่ 6 ตรวจ Variance

รายการที่ต่างเกิน Threshold ควรนับซ้ำ


ขั้นที่ 7 หา Root Cause

อย่าปรับ Stock ทันทีโดยไม่ตรวจสอบ


ขั้นที่ 8 ปรับ Process

หากพบว่าปัญหาเกิดจากการหยิบสินค้า

อาจเพิ่ม Barcode Verification

หากเกิดจาก Transfer

อาจบังคับ Scan Source และ Target Location

Cycle Count จึงควรนำไปสู่การปรับปรุงระบบ ไม่ใช่แค่การแก้ตัวเลข


Cycle Count หรือ Stock Count แบบไหนดีกว่า?

คำตอบคือ

หลายองค์กรควรใช้ทั้งสองแบบ

Cycle Count เหมาะสำหรับรักษา Stock Accuracy ระหว่างปี

ขณะที่ Full Stock Count ยังอาจจำเป็นในบางสถานการณ์ เช่น

  • Audit
  • Year-end Closing
  • เปลี่ยนระบบ ERP
  • ย้าย Warehouse
  • เริ่มต้น Stock ใหม่
  • พบความผิดปกติขนาดใหญ่

ดังนั้นไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

ระบบที่เหมาะสมอาจเป็น

Cycle Count ตลอดปี + Full Stock Count ตามช่วงที่จำเป็น


ตัวอย่าง Workflow ที่แนะนำ

สามารถออกแบบเป็น

ERP สร้าง Cycle Count List

กำหนด Zone / Item / Batch

พนักงาน Scan Location

Scan Barcode

บันทึกจำนวนจริง

ระบบคำนวณ Variance

รายการตรง → ปิดงาน

รายการต่าง → Recount

ยังต่าง → Investigate Root Cause

Approve Adjustment

Stock Reconciliation

บันทึกสาเหตุและ KPI

นี่คือ Workflow ที่มีประโยชน์กว่าการถือกระดาษเดินนับ แล้วกลับมาปรับยอดทีเดียว


สรุป Cycle Count vs Stock Count

ความแตกต่างระหว่าง Cycle Count vs Stock Count สามารถจำได้ง่าย ๆ ว่า

Stock Count = นับทั้งหมดเป็นครั้ง ๆ

ส่วน

Cycle Count = แบ่งนับเป็นรอบอย่างต่อเนื่อง

Stock Count เหมาะกับการตรวจสอบภาพรวมใหญ่

ส่วน Cycle Count ช่วยให้พบปัญหาได้เร็วกว่า กระทบงานประจำวันน้อยกว่า และช่วยให้องค์กรสามารถแก้ Root Cause ของ Stock Variance ได้อย่างต่อเนื่อง

แต่การนับให้บ่อยขึ้นอย่างเดียวไม่ได้ทำให้คลังดีขึ้น

หัวใจสำคัญคือ

Count → Compare → Investigate → Correct → Prevent

เมื่อเชื่อมกระบวนการเหล่านี้เข้ากับ

ERP + Barcode + Batch/Serial + Warehouse Location + Stock Ledger

องค์กรจะสามารถเพิ่ม Stock Accuracy และลดการพึ่งพาความจำหรือ Excel ของพนักงานได้อย่างเป็นระบบ


ต้องการลดปัญหาสต็อกไม่ตรงในคลัง?

Great Ocean Engineering ให้บริการวิเคราะห์และ Implement ระบบ ERPNext สำหรับคลังสินค้าและโรงงาน ตั้งแต่

  • Inventory Management
  • Multi-Warehouse
  • Batch / Serial Number
  • Barcode / AutoID
  • Stock Reconciliation
  • Picking
  • Traceability
  • Manufacturing
  • Warehouse Workflow

ทีมงานสามารถช่วยวิเคราะห์กระบวนการตั้งแต่

Receiving → Putaway → Storage → Picking → Cycle Count → Delivery

เพื่อหาจุดที่ทำให้สต็อกคลาดเคลื่อน และออกแบบ Workflow ให้ข้อมูลในระบบตรงกับการทำงานจริงมากขึ้น

หากองค์กรของคุณยังต้องปิดคลังนับ Stock บ่อย ๆ หรือนับเสร็จแล้วตัวเลขกลับผิดอีกภายในไม่กี่วัน ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ “การนับ” แต่อยู่ที่ Transaction ก่อนและหลังการนับที่ยังไม่ถูกควบคุม


FAQ เกี่ยวกับ Cycle Count

Cycle Count คืออะไร?

Cycle Count คือการแบ่งสินค้าออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แล้วตรวจนับหมุนเวียนตลอดทั้งปี เพื่อรักษาความถูกต้องของ Stock โดยไม่ต้องปิดคลังนับทั้งหมดทุกครั้ง

Cycle Count กับ Stock Count ต่างกันอย่างไร?

Stock Count มักเป็นการนับสินค้าทั้งหมดในช่วงเวลาหนึ่ง ขณะที่ Cycle Count จะแบ่งสินค้าออกเป็นกลุ่มและนับอย่างต่อเนื่องตาม Schedule

Cycle Count ต้องปิดคลังหรือไม่?

โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องปิดทั้งคลัง สามารถกำหนดพื้นที่หรือ Zone ที่จะนับและควบคุม Movement เฉพาะบริเวณนั้นได้

สินค้ากลุ่มไหนควรนับบ่อยที่สุด?

สินค้ามูลค่าสูง Fast-moving, Critical Items, สินค้าที่มีความเสี่ยงสูง หรือ SKU ที่พบ Variance บ่อยควรถูกตรวจนับถี่กว่าสินค้าทั่วไป

Barcode ช่วยนับสต็อกได้หรือไม่?

ได้ Barcode ช่วยลดการพิมพ์ Item Code ผิด และสามารถใช้ร่วมกับ Workflow ที่สแกน Location, Item, Batch หรือ Serial Number ก่อนบันทึกจำนวนจริงได้

ERPNext ใช้ตรวจนับสต็อกได้หรือไม่?

ERPNext มี Stock Reconciliation สำหรับตรวจสอบและปรับยอด Physical Stock และรองรับการใช้ Barcode Scanner ใน Scan Mode เพื่อช่วยบันทึกจำนวนสินค้าที่ตรวจนับจริง

ติดต่อ GreatOcean เพื่อรับคำปรึกษาฟรี และค้นพบโซลูชันความปลอดภัยที่เหมาะสมกับองค์กรของคุณวันนี้!

Line : @greatocean
Tel : 099-495-8880
Facebook : https://www.facebook.com/gtoengineer/
Email : support@gtoengineer.com