สินค้าสองกล่องเป็นสินค้าเดียวกัน อยู่ในคลังเดียวกัน และมีจำนวนเท่ากัน
แต่กล่องแรกเข้าคลังก่อน ขณะที่อีกกล่องเข้าทีหลังแต่มีวันหมดอายุเร็วกกว่า
คุณควรหยิบกล่องไหนออกไปขายก่อน?
หากตอบว่า “กล่องที่เข้าก่อน” คุณกำลังใช้หลัก FIFO
แต่หากตอบว่า “กล่องที่หมดอายุก่อน” นั่นคือหลัก FEFO
ความแตกต่างเล็ก ๆ นี้อาจส่งผลโดยตรงต่อของเสีย สินค้าหมดอายุ ต้นทุนคลังสินค้า และความพึงพอใจของลูกค้า โดยเฉพาะธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม ยา เครื่องสำอาง เคมี และสินค้าที่มี Shelf Life
บทความนี้จะอธิบายว่า FEFO vs FIFO ต่างกันอย่างไร ธุรกิจประเภทใดควรใช้แบบไหน และระบบ ERP สามารถช่วยควบคุมการเบิกสินค้าเหล่านี้ได้อย่างไร
FIFO คืออะไร?
FIFO ย่อมาจาก First-In, First-Out หมายถึง สินค้าที่เข้าคลังก่อนควรถูกนำออกก่อน
แนวคิดนี้เปรียบได้กับการต่อคิว
สินค้าเข้ามาก่อนก็ถูกเบิกออกก่อนตามลำดับ
ตัวอย่างเช่น คลังได้รับสินค้าชนิดเดียวกัน 3 ครั้ง
| Lot | วันที่รับเข้า | วันหมดอายุ |
|---|---|---|
| LOT-A | 1 สิงหาคม | 30 ธันวาคม |
| LOT-B | 5 สิงหาคม | 31 ธันวาคม |
| LOT-C | 10 สิงหาคม | 15 มกราคม |
หากใช้ FIFO ลำดับการหยิบจะเป็น
LOT-A → LOT-B → LOT-C
เพราะ LOT-A เข้าคลังก่อน
หลัก FIFO จึงเหมาะกับสินค้าที่ไม่มีวันหมดอายุชัดเจน หรือสินค้าที่โดยธรรมชาติแล้วล็อตที่เข้าก่อนมักมีอายุเก่ากว่าล็อตที่เข้าทีหลัง
FEFO คืออะไร?
FEFO ย่อมาจาก First-Expired, First-Out หมายถึง สินค้าที่มีวันหมดอายุใกล้ที่สุดต้องถูกนำออกก่อน
FEFO ไม่ได้สนใจว่าสินค้าเข้าคลังเมื่อใดเป็นอันดับแรก
สิ่งสำคัญคือ
“สินค้าชิ้นไหนหมดอายุก่อน?”
ตัวอย่างเช่น
| Lot | วันที่รับเข้า | วันหมดอายุ |
| LOT-A | 1 สิงหาคม | 31 ธันวาคม |
| LOT-B | 5 สิงหาคม | 30 พฤศจิกายน |
| LOT-C | 10 สิงหาคม | 15 มกราคม |
ถ้าใช้ FIFO ระบบจะเลือก
LOT-A → LOT-B → LOT-C
แต่ถ้าใช้ FEFO จะเลือก
LOT-B → LOT-A → LOT-C
เพราะแม้ LOT-B จะเข้าคลังทีหลัง แต่มีวันหมดอายุก่อน
นี่คือความแตกต่างสำคัญระหว่าง FEFO vs FIFO
FEFO vs FIFO ต่างกันอย่างไร?
สามารถสรุปได้ง่าย ๆ ดังนี้
| หัวข้อ | FIFO | FEFO |
| ชื่อเต็ม | First-In, First-Out | First-Expired, First-Out |
| ใช้อะไรตัดสิน | วันที่รับเข้า | วันหมดอายุ |
| สินค้าที่ออกก่อน | สินค้าเข้าก่อน | สินค้าหมดอายุก่อน |
| ต้องมี Batch/Lot | ไม่จำเป็นเสมอไป | ควรมี |
| ต้องเก็บ Expiry Date | ไม่จำเป็น | จำเป็น |
| เหมาะกับสินค้าอายุสั้น | พอใช้ | เหมาะมาก |
| ลดสินค้าหมดอายุ | ระดับหนึ่ง | ได้ดีกว่า |
| ความซับซ้อนของระบบ | ต่ำกว่า | สูงกว่า |
กล่าวโดยสรุป
FIFO มอง “อายุในคลัง”
ขณะที่
FEFO มอง “อายุที่เหลือของสินค้า”
ทำไม FIFO อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับสินค้าที่มีวันหมดอายุ?
ในสถานการณ์ปกติสินค้าใหม่มักมีวันหมดอายุช้ากว่าสินค้าเก่า
จึงดูเหมือนว่า FIFO และ FEFO ให้ผลลัพธ์เหมือนกัน
แต่ในโลกจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป
ตัวอย่างเช่น โรงงานสั่งวัตถุดิบจาก Supplier สองแห่ง
Supplier A ส่งสินค้าเข้าวันที่ 1 สิงหาคม โดยหมดอายุเดือนธันวาคม
จากนั้น Supplier B ส่งสินค้าเข้าวันที่ 10 สิงหาคม แต่เป็นสินค้าใน Batch ที่ผลิตมาก่อนและหมดอายุเดือนตุลาคม
หากคลังใช้ FIFO อย่างเดียว ระบบอาจยังคงหยิบสินค้าของ Supplier A ก่อน
ผลคือสินค้า Supplier B ซึ่งหมดอายุเร็วกว่าถูกทิ้งไว้ในคลัง
เมื่อเวลาผ่านไปสินค้าอาจกลายเป็น
Dead Stock หรือ Expired Stock
และสร้างต้นทุนที่องค์กรไม่สามารถนำกลับคืนมาได้
สินค้าประเภทไหนควรใช้ FEFO?
FEFO เหมาะกับสินค้าที่มี Shelf Life หรือ Expiry Date เป็นปัจจัยสำคัญ
ตัวอย่างเช่น
1. อาหารและเครื่องดื่ม
เช่น
- นม
- โยเกิร์ต
- น้ำผลไม้
- ซอส
- วัตถุดิบอาหาร
- อาหารแช่แข็ง
- เบเกอรี่
- เครื่องปรุง
- อาหารสำเร็จรูป
ธุรกิจเหล่านี้มีความเสี่ยงจากสินค้าหมดอายุโดยตรง
2. ยาและเวชภัณฑ์
ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์จำนวนมากมี Expiry Date ที่ต้องควบคุมอย่างเข้มงวด
การส่งสินค้าที่เหลืออายุใช้งานน้อยเกินไปอาจสร้างปัญหาให้โรงพยาบาล ร้านขายยา หรือผู้ใช้งานได้
FEFO จึงมีความสำคัญมาก
3. เครื่องสำอาง
เช่น
- Serum
- Cream
- Sunscreen
- Foundation
- Shampoo
- ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
แม้สินค้าจะยังขายได้ แต่หากเหลืออายุเพียงไม่กี่เดือน ลูกค้าหรือ Distributor อาจไม่ยอมรับสินค้า
4. สารเคมี
สารเคมีบางประเภทมี Shelf Life และคุณสมบัติอาจเปลี่ยนแปลงตามอายุ
จึงควรจัดการตาม Lot และ Expiry Date อย่างชัดเจน
5. วัตถุดิบในโรงงาน
FEFO ไม่ได้ใช้เฉพาะกับ Finished Goods
Raw Material เองก็ควรได้รับการควบคุมเช่นกัน
ตัวอย่างเช่น โรงงานอาหารมีวัตถุดิบ
- Milk Powder
- Flavor
- Color
- Preservative
- Cocoa Powder
หากระบบเบิกผิด Batch วัตถุดิบที่ใกล้หมดอายุอาจถูกทิ้งไว้จนหมดอายุในคลัง
สินค้าประเภทไหนเหมาะกับ FIFO?
FIFO เหมาะกับสินค้าที่อายุการเก็บไม่ได้เป็นปัจจัยหลัก
ตัวอย่างเช่น
- อะไหล่เครื่องจักร
- เหล็ก
- สินค้า Hardware
- อุปกรณ์สำนักงาน
- ชิ้นส่วนทั่วไป
- Packaging Material บางประเภท
- อุปกรณ์ IT บางประเภท
แต่คำว่า “ไม่มีวันหมดอายุ” ไม่ได้หมายความว่าสินค้าสามารถเก็บไว้ได้ตลอดไปเสมอ
สินค้าบางประเภทอาจมีความเสี่ยงจาก
- รุ่นเก่า
- Technology Obsolescence
- Packaging เสื่อม
- สีเปลี่ยน
- ความชื้น
- Aging
- Model Discontinuation
ดังนั้น FIFO ก็ยังช่วยลดการมี Stock เก่าค้างอยู่ในคลังได้
แล้ว LIFO คืออะไร?
นอกจาก FIFO และ FEFO ยังมีอีกคำที่มักพบคือ LIFO
LIFO ย่อมาจาก
Last-In, First-Out
หมายถึง
สินค้าที่เข้าล่าสุดถูกนำออกก่อน
ตัวอย่าง
สินค้าเข้าคลังตามลำดับ
A → B → C
ถ้าใช้ LIFO จะหยิบ
C → B → A
ในงานคลังสินค้าทั่วไป LIFO มักไม่เหมาะกับสินค้าที่เสื่อมสภาพหรือมีวันหมดอายุ เพราะอาจทำให้สินค้าเก่าค้างอยู่ด้านล่างหรือด้านหลังนานขึ้นเรื่อย ๆ
อย่างไรก็ตาม LIFO อาจเกิดขึ้นโดยธรรมชาติใน Physical Warehouse บางรูปแบบ เช่น การซ้อนวัตถุดิบเป็นกองที่สามารถหยิบของจากด้านบนได้ง่ายกว่าด้านล่าง
นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่ การออกแบบพื้นที่คลังต้องสอดคล้องกับระบบที่ต้องการใช้
ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อองค์กรบอกว่าใช้ FEFO แต่หน้างานไม่ได้ใช้จริง
หลายองค์กรมี Policy ระบุว่า
“คลังเราใช้ FEFO”
แต่เมื่อไปดูหน้างานจริง พนักงานอาจเลือกสินค้าด้วยสายตา
หรือเลือกกล่องที่อยู่ใกล้ประตูที่สุด
ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยมีดังนี้
ไม่มีการเก็บ Lot Number
หากสินค้าเดียวกันรวมกันอยู่ใน Stock เดียวโดยไม่รู้ว่าแต่ละจำนวนมาจาก Batch ไหน ระบบก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าส่วนใดหมดอายุเมื่อใด
เก็บ Lot แต่ไม่เก็บ Expiry Date
มี Lot Number อย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับ FEFO
ระบบต้องรู้ด้วยว่า
แต่ละ Lot หมดอายุวันไหน
ระบบรู้ แต่พนักงานไม่รู้
แม้ ERP จะบอกว่าควรหยิบ LOT-B
แต่หาก Pick List หรือ Scanner ไม่แสดงข้อมูลให้พนักงานที่หน้างานเห็น การเลือก Batch ผิดก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้
สินค้าในระบบอยู่คนละตำแหน่งกับของจริง
ระบบบอกว่า LOT-A อยู่ Rack A01
แต่ของจริงถูกย้ายไป A05 โดยไม่มี Transaction
ต่อให้ระบบ FEFO ถูกต้อง พนักงานก็ไม่สามารถหยิบสินค้าได้ตามที่ระบบแนะนำ
นี่คือเหตุผลที่การควบคุม Location และ Stock Movement มีความสำคัญไม่แพ้ Expiry Date
FEFO ที่ดีต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง?
อย่างน้อยระบบควรทราบ
Item
สินค้าคืออะไร
Batch / Lot Number
สินค้าเป็นของ Batch ไหน
Manufacturing Date
ผลิตเมื่อใด
Expiry Date
หมดอายุเมื่อใด
Quantity
แต่ละ Batch เหลือเท่าไร
Warehouse
อยู่คลังไหน
Storage Location
อยู่ Rack / Bin / Zone ใด
เมื่อมีข้อมูลเหล่านี้ ระบบจึงสามารถคำนวณได้ว่า Lot ใดควรถูกหยิบก่อน
ตัวอย่างการทำ FEFO ในคลังสินค้า
สมมติมีน้ำผลไม้ 3 Batch
Batch JUICE-A
จำนวน 500 กล่อง
หมดอายุ 20 ธันวาคม
Batch JUICE-B
จำนวน 300 กล่อง
หมดอายุ 15 กันยายน
Batch JUICE-C
จำนวน 600 กล่อง
หมดอายุ 1 พฤศจิกายน
มี Sales Order ต้องส่ง 700 กล่อง
ระบบที่ใช้ FEFO ควรจัดลำดับเป็น
JUICE-B = 300 กล่อง
จากนั้น
JUICE-C = 400 กล่อง
รวมเป็น 700 กล่อง
โดยยังไม่ต้องหยิบ JUICE-A แม้ Batch A อาจเข้าคลังก่อน เพราะมีวันหมดอายุช้าที่สุด
นี่คือประโยชน์ของการใช้ข้อมูลจริงในการตัดสินใจ แทนการให้พนักงานจำเองว่า Batch ไหนควรออกก่อน
ERP ช่วยจัดการ FEFO และ FIFO อย่างไร?
เมื่อจำนวนสินค้าไม่มาก พนักงานอาจยังจำได้ว่ากล่องไหนเข้าก่อนหรือหมดอายุก่อน
แต่ลองจินตนาการว่าคลังมี
- 5,000 Items
- 20,000 Batches
- 10 Warehouses
- หลายร้อย Orders ต่อวัน
การให้พนักงานตัดสินใจเองทุกครั้งจะเริ่มมีความเสี่ยงสูง
ระบบ ERP สามารถนำข้อมูล
Item + Warehouse + Batch + Quantity + Expiry Date
มาประกอบกันเพื่อช่วยเลือก Stock ที่เหมาะสมกับ Transaction
เมื่อสร้างใบหยิบสินค้า ระบบจึงสามารถบอกได้ว่าควรหยิบ
สินค้าอะไร
จาก Warehouse ไหน
Batch ไหน
จำนวนเท่าไร
แทนการระบุเพียงว่า
“หยิบสินค้า A จำนวน 100 ชิ้น”
ERPNext กับการจัดการ FIFO / Expiry
ERPNext สามารถจัดการสินค้าแบบ Batch และกำหนด Expiry Date ให้แต่ละ Batch ได้
เมื่อสินค้าถูกกำหนดให้เป็น Batch Item ธุรกรรมสต็อกสามารถเชื่อมโยงกับ Batch ที่เกี่ยวข้อง ทำให้องค์กรสามารถทราบยอดคงเหลือแยกตาม Batch ได้
ระบบยังรองรับหลักการเลือก Serial / Batch สำหรับการจ่ายออกตามรูปแบบ เช่น
- FIFO
- LIFO
- Expiry
สำหรับกระบวนการ Picking สินค้าที่มี Batch ระบบสามารถใช้ข้อมูลวันหมดอายุเพื่อช่วยเลือก Batch ที่เหมาะสมสำหรับการเบิกออก
จึงเหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการลดการเลือก Lot ด้วยการจำหรือการค้น Excel ด้วยตนเอง
Barcode ช่วย FEFO ได้อย่างไร?
ERP สามารถบอกได้ว่าต้องหยิบ Batch ไหน
แต่ขั้นตอนต่อมาคือ
ทำอย่างไรให้มั่นใจว่าพนักงานหยิบ Batch นั้นจริง?
Barcode หรือ QR Code สามารถช่วยปิดช่องว่างนี้ได้
ตัวอย่าง Workflow คือ
1. ระบบสร้าง Pick List
ระบบระบุ
Item A → LOT-001 → Rack A05 → 20 PCS
2. พนักงานไปที่ Rack
พนักงาน Scan Location เพื่อยืนยันว่ามาถูกพื้นที่
3. Scan Barcode ของสินค้า
ระบบตรวจว่าเป็น Item ถูกต้องหรือไม่
4. Scan Lot
ระบบตรวจว่าเป็น Batch ที่กำหนดหรือไม่
5. ยืนยัน Quantity
เมื่อครบจำนวนจึงไปยังรายการถัดไป
Workflow เช่นนี้ช่วยป้องกันสถานการณ์ที่ระบบเลือก Lot ถูกต้อง แต่พนักงานหยิบ Lot ผิด
FEFO กับ Traceability เกี่ยวข้องกันอย่างไร?
FEFO และ Traceability ทำงานบนข้อมูลพื้นฐานชุดเดียวกันหลายส่วน
โดยเฉพาะ
Batch / Lot Number
เมื่อองค์กรรู้ว่าแต่ละ Batch
- มาจาก Supplier ไหน
- รับเข้าเมื่อใด
- ผลิตเมื่อใด
- หมดอายุเมื่อใด
- อยู่ที่ไหน
- ถูกนำไปใช้หรือขายที่ใด
ข้อมูลดังกล่าวสามารถใช้ทั้งในการ
ควบคุม FEFO
และ
ตรวจสอบย้อนกลับสินค้า
ได้พร้อมกัน
ดังนั้นการลงทุนทำ Batch Management ที่ถูกต้องจึงไม่ได้ช่วยเพียงเรื่องสินค้าหมดอายุ แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของ Traceability อีกด้วย
FEFO ช่วยลดต้นทุนได้อย่างไร?
ผลประโยชน์ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการลด Expired Stock
แต่ยังมีผลในด้านอื่นอีก
ลดการ Write-off สินค้า
สินค้าหมดอายุอาจต้องถูกตัดออกจากบัญชีและทำลาย
FEFO ช่วยลดจำนวนสินค้าที่เดินไปถึงจุดนั้น
ลดการขายลดราคาเพราะใกล้หมดอายุ
บางธุรกิจต้องเร่งทำ Promotion เมื่อพบสินค้าค้างจำนวนมากก่อนหมดอายุ
การหมุนเวียน Stock ที่ดีตั้งแต่ต้นช่วยลดสถานการณ์ดังกล่าว
ใช้พื้นที่คลังได้ดีขึ้น
Stock ที่ขายไม่ได้ยังคงใช้พื้นที่
ยิ่งมี Dead Stock มาก พื้นที่สำหรับสินค้าที่สร้างรายได้ยิ่งลดลง
ลดงานตรวจสอบแบบ Manual
ไม่ต้องเปิด Excel หลายไฟล์เพื่อดูว่า Lot ไหนหมดอายุก่อน
ลด Human Error
พนักงานไม่จำเป็นต้องจำลำดับ Batch หลายร้อยรายการด้วยตัวเอง
อย่าดูแค่ Expiry Date ต้องดู Minimum Shelf Life ด้วย
นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่หลายองค์กรพลาด
สินค้ายังไม่หมดอายุ ไม่ได้หมายความว่า ลูกค้าจะรับสินค้าเสมอ
ตัวอย่างเช่น สินค้าหมดอายุอีก 5 เดือน
แต่ลูกค้ากำหนดว่า
สินค้าที่ส่งมอบต้องมี Shelf Life เหลืออย่างน้อย 6 เดือน
ดังนั้น Batch นี้ไม่สามารถส่งให้ลูกค้ารายนั้นได้แล้ว แม้ตามกฎหมายหรือระบบจะยังถือว่าไม่หมดอายุ
ธุรกิจที่มีเงื่อนไขลักษณะนี้จึงควรพิจารณาเพิ่มข้อมูล
Minimum Remaining Shelf Life
หรือ
Minimum Shelf Life on Delivery
เข้าไปในกระบวนการจัดส่งด้วย
โดยเฉพาะโรงงานที่ขายผ่าน
- Modern Trade
- Distributor
- โรงพยาบาล
- Chain Store
- Export Customer
ซึ่งลูกค้าแต่ละรายอาจมี Requirement แตกต่างกัน
คลังสินค้า Physical ต้องออกแบบให้รองรับ FEFO ด้วย
Software อย่างเดียวแก้ปัญหาไม่ได้ทั้งหมด
ลองคิดว่าระบบบอกให้หยิบ LOT-A
แต่ LOT-A ถูกวางอยู่ด้านหลัง Pallet อีก 10 Pallets
พนักงานมีโอกาสสูงที่จะหยิบ Lot ที่อยู่ด้านหน้าแทน
ดังนั้นคลังที่ต้องการใช้ FEFO จริงควรออกแบบเรื่อง
- Rack Layout
- Bin Location
- Pallet Location
- Label
- Barcode
- Picking Path
- Putaway Rule
ให้สัมพันธ์กับระบบด้วย
Digital Process และ Physical Process ต้องไปทางเดียวกัน
7 ขั้นตอนเริ่มทำ FEFO สำหรับองค์กร
ขั้นที่ 1 แยกสินค้าที่ต้องควบคุม Expiry
ไม่จำเป็นต้องใช้ FEFO กับสินค้าทุกชนิด
เริ่มจากกลุ่มที่มี Shelf Life ก่อน
ขั้นที่ 2 กำหนด Batch / Lot Structure
ตัดสินใจว่าจะใช้
- Supplier Lot
- Internal Lot
- Manufacturing Batch
อย่างไร
ขั้นที่ 3 เก็บ Expiry Date
กำหนดให้ Expiry Date เป็นข้อมูลบังคับสำหรับสินค้าที่เกี่ยวข้อง
ขั้นที่ 4 บันทึก Stock แยกตาม Batch
ห้ามรวมทุก Lot เป็นยอดเดียวจนไม่รู้แหล่งที่มา
ขั้นที่ 5 ออกแบบ Warehouse Location
ให้รู้ว่าแต่ละ Batch อยู่จุดใดจริง
ขั้นที่ 6 ให้ระบบสร้าง Picking Recommendation
ลดการเลือก Lot ด้วยตัวพนักงาน
ขั้นที่ 7 ใช้ Barcode ยืนยันการหยิบ
ตรวจว่า Item, Batch และ Quantity ตรงตามคำสั่งก่อนส่งออก
FIFO หรือ FEFO แบบไหนดีกว่ากัน?
ไม่มีคำตอบว่าแบบใดดีกว่าสำหรับทุกธุรกิจ
หากสินค้าของคุณไม่มี Expiry Date และเป้าหมายหลักคือไม่ให้ Stock เก่าค้างนาน
FIFO อาจเพียงพอ
แต่หากสินค้ามี
- Expiry Date
- Shelf Life
- Batch
- ข้อกำหนดอายุคงเหลือ
- ความเสี่ยงด้านคุณภาพ
การใช้ FEFO จะเหมาะสมกว่า
และสำหรับองค์กรจำนวนมาก อาจไม่ได้เลือกเพียงอย่างเดียว
สินค้ากลุ่มหนึ่งอาจใช้ FIFO
ขณะที่สินค้าอีกกลุ่มใช้ FEFO
ระบบที่ดีจึงควรสามารถกำหนด Strategy ให้เหมาะกับลักษณะของสินค้าได้
สรุป FEFO vs FIFO
ความแตกต่างของ FEFO vs FIFO สามารถจำได้ง่าย ๆ ว่า
FIFO = เข้าก่อน ออกก่อน
FEFO = หมดอายุก่อน ออกก่อน
FIFO เหมาะสำหรับการรักษาการหมุนเวียน Stock ทั่วไป
ส่วน FEFO เหมาะกับสินค้าที่มี Shelf Life และต้องการลดความเสี่ยงจากสินค้าหมดอายุ
แต่ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด สิ่งสำคัญคือข้อมูลในระบบต้องตรงกับสินค้าจริงในคลัง
เมื่อองค์กรเชื่อม
ERP + Batch + Expiry Date + Warehouse Location + Barcode
เข้าด้วยกัน การควบคุม FIFO หรือ FEFO จะไม่ต้องอาศัยความจำของพนักงานอีกต่อไป แต่สามารถกลายเป็น Workflow ที่ตรวจสอบได้และทำซ้ำได้ในทุก Transaction
ต้องการวางระบบคลังสินค้า FIFO / FEFO?
Great Ocean Engineering ให้บริการวิเคราะห์และ Implement ระบบ ERPNext สำหรับธุรกิจและโรงงาน ตั้งแต่การจัดซื้อ คลังสินค้า การผลิต Batch / Serial Number ไปจนถึง Barcode และระบบตรวจสอบย้อนกลับ
ทีมงานสามารถช่วยวิเคราะห์กระบวนการตั้งแต่
Receiving → Putaway → Storage → Picking → Delivery
เพื่อออกแบบระบบคลังสินค้าที่เหมาะกับลักษณะสินค้าและกระบวนการจริงขององค์กร
หากปัจจุบันธุรกิจยังใช้ Excel ควบคุม Lot, Expiry Date หรือ Stock หลายคลัง การเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ Warehouse Process จะช่วยให้เห็นจุดที่สามารถลดงานซ้ำและลดความผิดพลาดได้อย่างชัดเจน
FAQ: คำถามเกี่ยวกับ FEFO และ FIFO
FEFO คืออะไร?
FEFO หรือ First-Expired, First-Out คือหลักการเบิกสินค้าที่มีวันหมดอายุใกล้ที่สุดออกก่อน เหมาะกับอาหาร ยา เครื่องสำอาง เคมี และสินค้าที่มี Shelf Life
FIFO คืออะไร?
FIFO หรือ First-In, First-Out คือหลักการนำสินค้าที่เข้าคลังก่อนออกก่อน เพื่อป้องกัน Stock เก่าค้างในคลังเป็นเวลานาน
FEFO กับ FIFO ต่างกันอย่างไร?
FIFO ใช้วันที่สินค้าเข้าคลังเป็นเกณฑ์ ส่วน FEFO ใช้วันหมดอายุเป็นเกณฑ์ จึงอาจเลือก Batch ที่ต่างกันได้
สินค้ามีวันหมดอายุควรใช้ FIFO หรือ FEFO?
โดยทั่วไปสินค้าที่มี Expiry Date ควรพิจารณา FEFO เพราะช่วยให้ Batch ที่ใกล้หมดอายุถูกนำออกก่อน แม้จะเข้าคลังทีหลังก็ตาม
จำเป็นต้องใช้ Batch Number เพื่อทำ FEFO หรือไม่?
ในทางปฏิบัติควรมี Batch หรือ Lot Number เพื่อแยกสินค้าชนิดเดียวกันที่มี Expiry Date ต่างกัน และทำให้สามารถตรวจสอบยอดคงเหลือของแต่ละ Batch ได้
ERPNext รองรับ FEFO หรือไม่?
ERPNext รองรับ Batch และ Expiry Date และสามารถกำหนดการเลือก Serial / Batch สำหรับการจ่าย Stock ตาม FIFO, LIFO หรือ Expiry ได้ จึงสามารถนำมาออกแบบ Workflow สำหรับสินค้าที่ต้องควบคุมวันหมดอายุได้




