ติดต่อเรา 08.00 - 17.30
โทร 02-943-0180 ต่อ 120
pngtree black ribbon for condolence mourning and melanoma awarness png image
Product categories

Intrusion Detection คืออะไร ทำงานยังไง มีแบรนด์ไหนบ้าง

ลองจินตนาการดูนะครับว่า คุณเป็นเจ้าของโรงงานหรือคลังสินค้าขนาดใหญ่ที่มีทรัพย์สินมูลค่านับสิบนับร้อยล้านบาท ในสมัยก่อนวิธีที่เราจะรู้ว่ามีคนแอบย่องเข้ามาในเขตพื้นที่ของเราตอนตีสองก็คือ การจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยมาเดินตรวจ ซึ่งบางทีเขาก็อาจจะเดินไปไม่ถึงจุดนั้นพอดี หรือไม่เราก็ต้องมานั่งไล่ดูภาพย้อนหลังจากกล้องวงจรปิดในตอนเช้าหลังจากที่ของหายไปแล้ว

แต่นั่นมันคือโลกยุคเก่าครับ ในยุคที่ AI ครองเมืองแบบตอนนี้ เรามีสิ่งที่เรียกว่า Intrusion Detection หรือระบบตรวจจับการบุกรุกอัจฉริยะ ที่ทำหน้าที่เหมือน “รปภ. ตาเพชร” ที่ไม่เคยหลับ ไม่เคยเหนื่อย และที่สำคัญคือมันสามารถ “ส่งเสียงเตือน” ได้ทันทีที่เท้าของผู้บุกรุกก้าวข้ามเส้นที่เราขีดไว้

Intrusion Detection คืออะไรกันแน่?

ถ้าจะให้อธิบายให้เห็นภาพที่สุด Intrusion Detection ในระบบกล้องวงจรปิดยุคใหม่ก็คือการสร้าง “กำแพงล่องหน” หรือ “เส้นสมมติ” ขึ้นมาบนหน้าจอผ่านซอฟต์แวร์ครับ เมื่อมีวัตถุใดๆ ก็ตามที่มีลักษณะตามที่เรากำหนด (เช่น คน หรือ รถยนต์) ก้าวข้ามเส้นนี้ หรือก้าวเข้ามาในพื้นที่หวงห้ามที่เราตีกรอบไว้ ระบบจะทำการประมวลผลและส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังผู้เกี่ยวข้องทันทีแบบวินาทีต่อวินาที

มันไม่ใช่แค่การตรวจจับความเคลื่อนไหวธรรมดาที่เราคุ้นเคยในกล้องราคาถูกนะครับ เพราะระบบเหล่านั้นแค่ใบไม้ไหว แมววิ่งผ่าน หรือฝนตกหนัก มันก็ส่งแจ้งเตือนจนเราลนลานไปหมด แต่ Intrusion Detection ยุคใหม่ทำงานด้วยระบบ Deep Learning ที่ฉลาดพอจะแยกออกว่า อะไรคือคน อะไรคือรถ และอะไรคือสิ่งของที่ไม่มีอันตราย

ระบบนี้ทำงานอย่างไร? (เบื้องหลังความฉลาด)

หัวใจสำคัญของมันประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ คือ

  1. การกำหนดเขตแดน (Zone Configuration)คน ผู้ใช้งานสามารถใช้เมาส์ลากเส้น หรือตีเป็นรูปทรงอิสระบนภาพจากกล้องวงจรปิดได้เลย ว่าตรงไหนคือ “เขตอันตราย” เช่น แนวรั้วโรงงาน ประตูหลังโกดัง หรือบริเวณหน้าตู้เซฟ
  2. การวิเคราะห์วัตถุ (Object Classification)คน นี่คือจุดที่ทำให้มันต่างจากกล้องทั่วไป AI จะวิเคราะห์โครงสร้างของสิ่งที่เคลื่อนไหว ถ้ามันเห็นโครงสร้างกระดูกมนุษย์ มีหัว มีแขน มีขา มันจะมาร์กไว้ว่าเป็น “คน” หรือถ้าเห็นเป็นโครงเหล็กสี่ล้อ มันจะมาร์กว่าเป็น “รถ”
  3. เงื่อนไขการแจ้งเตือน (Logic Trigger)คน เราสามารถตั้งเงื่อนไขได้ละเอียดมาก เช่น “ถ้าคนเดินเข้า ให้แจ้งเตือน” แต่ “ถ้าคนเดินออก ไม่ต้องแจ้ง” หรือ “ต้องอยู่ในพื้นที่นานเกิน 5 วินาทีถึงจะแจ้ง” เพื่อป้องกันกรณีคนเดินผ่านไปมาเฉยๆ

ทำไมธุรกิจถึงต้องยอมจ่ายเพื่อระบบนี้?

ในเชิงธุรกิจ “เวลา” คือเงินทองครับ และ “ความแม่นยำ” คือหัวใจสำคัญ

  • ลดความผิดพลาดจากอาการล้าของมนุษย์คน พนักงานรักษาความปลอดภัยอาจจะมีช่วงที่เผลอหลับ หรือไปเข้าห้องน้ำ แต่ AI ทำงานได้แม่นยำเท่าเดิมตลอด 24 ชั่วโมง
  • ลดการแจ้งเตือนที่น่ารำคาญ (False Alarm)คน เจ้าของธุรกิจหลายคนปิดระบบแจ้งเตือนทิ้งเพราะมันเด้งเตือนตอนแมววิ่งผ่านคืนละ 50 รอบ แต่ระบบ Intrusion Detection จะเตือนเฉพาะเมื่อมี “ภัยคุกคามจริง” เท่านั้น ทำให้เมื่อมีการแจ้งเตือนเกิดขึ้น คุณจะรู้ได้ทันทีว่า “งานเข้าของจริงแล้ว”
  • การป้องกันเชิงรุก (Proactive Security)คน แทนที่จะมาดูภาพย้อนหลังว่าใครขโมยของไป ระบบนี้ช่วยให้คุณ “ยับยั้ง” ได้ทันท่วงที เช่น เมื่อมีคนข้ามรั้วเข้ามา กล้องบางรุ่นสามารถสั่งให้ไฟสปอร์ตไลท์สว่างขึ้นเอง หรือมีเสียงไซเรนและเสียงพูดด่าผู้บุกรุกจากลำโพงที่ตัวกล้องได้เลย

แบรนด์ชั้นนำในตลาดที่โดดเด่นเรื่องนี้

ถ้าคุณกำลังมองหาว่าจะซื้อแบรนด์ไหนดีที่เหมาะกับลูกค้าธุรกิจ นี่คือตัวท็อปในตลาดครับคน

  1. Hikvision (AcuSense Technology)คน แบรนด์ยอดนิยมอันดับหนึ่งที่โดดเด่นมากในเรื่องเทคโนโลยี AcuSense ซึ่งเน้นการแยกแยะคนและยานพาหนะโดยเฉพาะ ราคาเข้าถึงง่ายสำหรับ SME ไปจนถึงโรงงานขนาดใหญ่ ใช้งานง่ายผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ
  2. Dahua (WizMind / WizSense)คน คู่แข่งคนสำคัญที่พัฒนา AI มาได้สูสีกันมาก ระบบ WizMind ของเขาสามารถทำอะไรที่ซับซ้อนได้มากกว่าแค่การตีเส้น เช่น การนับจำนวนคน การตรวจจับใบหน้า หรือแม้แต่การตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติในฝูงชน
  3. Axis Communications (Perimeter Defender)คน ถ้าคุณทำธุรกิจระดับ High-end เช่น สนามบิน นิคมอุตสาหกรรม หรือไซต์งานราชการที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุด Axis คือคำตอบ แบรนด์จากสวีเดนนี้ขึ้นชื่อเรื่องความเสถียรและซอฟต์แวร์วิเคราะห์ที่แม่นยำระดับโลก แต่ราคาก็สูงตามคุณภาพ
  4. Bosch (Intelligent Video Analytics)คน แบรนด์เยอรมันที่เน้นความถึกทนและความฉลาดของซอฟต์แวร์ ระบบของ Bosch สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้แม้ในสภาวะอากาศย่ำแย่ เช่น หมอกลงจัดหรือฝนตกหนัก ซึ่งกล้องทั่วไปอาจจะมองไม่เห็นอะไรเลย

การประยุกต์ใช้ในธุรกิจรูปแบบต่างๆ

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เราลองมาดูตัวอย่างการใช้งานจริงกันครับคน

  • คลังสินค้าและโรงงานคน ใช้การตีเส้น “Line Crossing” บริเวณแนวรั้วรอบนอก เมื่อมีคนปีนรั้วเข้ามาตอนกลางคืน ระบบจะแจ้งเตือนไปยังห้องคอนโทรลรูมทันที
  • ร้านทองหรือโชว์รูมรถยนต์คน ใช้การกำหนดพื้นที่ “Intrusion Zone” บริเวณหน้าตู้โชว์หรือจุดจอดรถราคาแพงในช่วงเวลาหลังปิดทำการ หากมีการเคลื่อนไหวในโซนนั้นเกินเวลาที่กำหนด ระบบจะส่งสัญญาณไซเรนทันที
  • ไซต์งานก่อสร้างคน ป้องกันการขโมยเหล็กหรือวัสดุก่อสร้าง โดยการตั้งค่าตรวจจับ “รถยนต์” ที่เข้ามาในพื้นที่ในช่วงเวลาที่ไม่มีกำหนดการส่งของ

บทสรุปสำหรับเจ้าของธุรกิจ

การลงทุนในระบบ Intrusion Detection ไม่ใช่การสิ้นเปลือง แต่มันคือการ “ซื้อความอุ่นใจ” และ “ลดค่าใช้จ่ายแฝง” ในระยะยาวครับ ลองคิดดูว่าถ้าของหายหนึ่งครั้ง มูลค่าความเสียหายอาจจะมากกว่าค่าระบบรักษาความปลอดภัยทั้งระบบเสียอีก

ในยุคที่เทคโนโลยีไปไกลขนาดนี้ การมีแค่กล้องที่ “บันทึกภาพได้” มันไม่เพียงพออีกต่อไป ธุรกิจของคุณต้องการกล้องที่ “คิดเป็น” และ “แจ้งเตือนได้” เพื่อให้คุณสามารถโฟกัสกับการขยายธุรกิจได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลังว่าใครจะแอบย่องเข้ามาในเขตแดนของคุณหรือไม่

ถ้าคุณอยากเริ่มต้น แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินหน้างาน เพราะการวางมุมกล้องและการตั้งค่าเส้นเขตแดนที่ถูกต้อง คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ระบบนี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดครับ

ติดต่อ GreatOcean เพื่อรับคำปรึกษาฟรี และค้นพบโซลูชันความปลอดภัยที่เหมาะสมกับองค์กรของคุณวันนี้!

Line : @greatocean
Tel : 099-495-8880
Facebook : https://www.facebook.com/gtoengineer/
Email : support@gtoengineer.com