ติดต่อเรา 08.00 - 17.30
โทร 02-943-0180 ต่อ 120

Putaway คืออะไร? จัดเก็บสินค้าเข้าคลังอย่างไรให้หยิบง่าย ลดของหาย และไม่วางมั่ว

รถ Supplier มาถึงคลัง

พนักงานตรวจสินค้าเรียบร้อย

Purchase Receipt ถูกบันทึกแล้ว

ของถูกยกลงจากรถครบทุกกล่อง

แต่หลังจากนั้นเกิดคำถามว่า

“เอาของไปวางตรงไหน?”

หากคำตอบคือ

“ตรงไหนว่างก็วางตรงนั้นก่อน”

นี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหาคลังสินค้าจำนวนมาก

เพราะการรับสินค้าเข้าระบบสำเร็จ ไม่ได้หมายความว่ากระบวนการรับสินค้าเสร็จสมบูรณ์

สินค้ายังต้องถูกนำไปจัดเก็บในตำแหน่งที่ถูกต้อง เพื่อให้พนักงานคนถัดไปสามารถหาและหยิบสินค้าได้อย่างรวดเร็ว

กระบวนการนี้เรียกว่า Putaway

บทความนี้จะอธิบายว่า Putaway คืออะไร ทำไม Warehouse Location จึงสำคัญ และ ERP กับ Barcode สามารถช่วยลดปัญหา “ของมีในระบบ แต่หาไม่เจอ” ได้อย่างไร


Putaway คืออะไร?

Putaway คือกระบวนการนำสินค้าที่รับเข้าคลังแล้ว ไปจัดเก็บยังตำแหน่งที่เหมาะสมภายใน Warehouse

Putaway เกิดขึ้นหลังขั้นตอน Receiving

Flow แบบง่ายจึงเป็น

Supplier

Receiving

Inspection

Putaway

Storage

Picking

Delivery

หน้าที่ของ Putaway คือทำให้สินค้าที่เพิ่งเข้ามาไม่กองอยู่บริเวณ Receiving Area และถูกย้ายไปยัง Rack, Shelf, Bin หรือ Storage Location ที่เหมาะสม


Receiving กับ Putaway ต่างกันอย่างไร?

สองขั้นตอนนี้มักถูกเข้าใจว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วต่างกัน

Receiving

ตอบคำถามว่า

“เราได้รับสินค้าอะไรมา?”

เช่น

  • ITEM-A
  • จำนวน 100 ชิ้น
  • LOT-260901
  • Supplier A

Putaway

ตอบคำถามว่า

“สินค้านี้จะถูกเก็บไว้ตรงไหน?”

เช่น

Warehouse Main → Zone A → Rack A03 → Shelf 02 → Bin 05

ดังนั้น Receiving เน้น

สิ่งที่รับมา

ส่วน Putaway เน้น

ตำแหน่งที่นำไปเก็บ


ทำไม Putaway ถึงสำคัญ?

คลังที่ไม่มี Putaway Process ที่ดีมักเกิดปัญหาหลายแบบ


ของมีในระบบ แต่หาไม่เจอ

ERP อาจบอกว่า

ITEM-A = 100 PCS

แต่ไม่ได้บอกว่าอยู่ Rack ไหน

พนักงานต้องเดินหาเอง

ถ้าคลังเล็กอาจยังพอไหว

แต่ถ้ามีสินค้า 5,000 SKU และหลายพัน Pallet ปัญหาจะเริ่มชัดเจนทันที


วางสินค้าผิด Zone

สินค้าอาหารอาจถูกวางใกล้สารเคมี

สินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิอาจถูกวางผิดพื้นที่

สินค้าหนักอาจถูกวางบน Rack ที่ไม่เหมาะสม

Putaway จึงไม่ได้เกี่ยวกับความสะดวกเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและคุณภาพด้วย


ใช้พื้นที่คลังไม่เต็มประสิทธิภาพ

บาง Rack เต็ม

บาง Rack ว่าง

แต่สินค้าทั้งหมดถูกกองรวมบริเวณเดียวกัน

หากไม่มีข้อมูล Capacity การใช้พื้นที่ก็ยากที่จะควบคุม


Picking ช้าลง

สินค้าขายดีถูกเก็บลึกที่สุดในคลัง

พนักงานต้องเดินหลายร้อยเมตรเพื่อหยิบสินค้าเดิมซ้ำทุกวัน

ต้นทุน Picking จึงเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น


สินค้าเก่าถูกบัง

หากเอาสินค้า Lot ใหม่ไปวางขวาง Lot เก่า

แม้ ERP จะบอกให้ใช้ FIFO หรือ FEFO

พนักงานก็อาจหยิบ Lot ที่อยู่ด้านหน้าก่อนอยู่ดี

ดังนั้น Physical Layout ต้องรองรับ Strategy ในระบบด้วย


Warehouse Location ควรละเอียดแค่ไหน?

หลายบริษัทมี Warehouse เพียงชื่อเดียว เช่น

Main Warehouse

แต่คลังจริงอาจมีพื้นที่หลายพันตารางเมตร

หาก ERP รู้เพียงว่า Item อยู่ Main Warehouse ข้อมูลยังไม่ละเอียดพอสำหรับ Operations

Warehouse Structure อาจออกแบบเป็น

Warehouse

Zone

Aisle

Rack

Shelf

Bin

ตัวอย่าง

MAIN-A-03-02-05

อาจหมายถึง

  • Main Warehouse
  • Zone A
  • Rack 03
  • Shelf 02
  • Bin 05

ERPNext เองสามารถสร้าง Warehouse แบบ Tree และใช้ Sub-Warehouse เพื่อแทนตำแหน่งย่อยได้ เช่น Warehouse → Room → Row → Shelf → Bin


Fixed Location กับ Dynamic Location ต่างกันอย่างไร?

แนวทางจัดเก็บสินค้าใน Warehouse มีหลายแบบ

สองแบบที่พบมากคือ

Fixed Location

สินค้าแต่ละ Item มีตำแหน่งประจำ

เช่น

ITEM-A → Rack A01

ITEM-B → Rack A02

ITEM-C → Rack A03

ข้อดีคือพนักงานจำง่าย

แต่ข้อเสียคือบางพื้นที่อาจว่างทั้งที่พื้นที่อื่นเต็ม


Dynamic Location

ระบบสามารถเลือกตำแหน่งว่างให้สินค้าได้

เช่น วันนี้ ITEM-A อยู่ A01

แต่ Lot ใหม่อาจถูกส่งไป A07 เพราะ A01 เต็มแล้ว

ข้อดีคือใช้พื้นที่ได้มีประสิทธิภาพกว่า

แต่ต้องพึ่งระบบ Location และ Barcode มากขึ้น


Putaway Strategy มีอะไรบ้าง?

ไม่มี Putaway Rule เดียวที่เหมาะกับสินค้าทุกประเภท

องค์กรสามารถออกแบบ Strategy ได้หลายแบบ


1. Putaway ตามพื้นที่ว่าง

วิธีง่ายที่สุดคือ

Where space is available

ระบบดูว่าตำแหน่งไหนยังมี Capacity แล้วนำสินค้าไปเก็บ

เหมาะกับสินค้าที่ไม่มีข้อจำกัดมาก

แต่หากใช้หลักนี้เพียงอย่างเดียว อาจทำให้ Fast-moving Item กระจายไปทั่ว Warehouse


2. Putaway ตาม Priority

กำหนดว่าพื้นที่ใดควรถูกใช้ก่อน

ตัวอย่าง

ITEM-A

Priority 1 → Rack A01

Priority 2 → Rack A02

Priority 3 → Rack B01

หาก A01 เต็ม ระบบจึงค่อยไป A02

ERPNext Putaway Rule รองรับแนวคิด Capacity + Priority แบบนี้โดยตรง โดย Priority 1 ถือว่าสูงที่สุด และระบบจะเลือกพื้นที่ตามลำดับก่อนพิจารณาพื้นที่ว่าง


3. Putaway ตามประเภทสินค้า

ตัวอย่างเช่น

Frozen

เก็บ Cold Storage

Chemical

เก็บ Hazardous Zone

High Value

เก็บ Secure Zone

Oversized

เก็บ Floor Storage

Fragile

เก็บพื้นที่ลดความเสี่ยงการกระแทก

ดังนั้น Item Master ควรมีข้อมูลเพียงพอให้ระบบรู้ว่าสินค้าประเภทใดควรไปพื้นที่ใด


4. Putaway ตามความเร็วการขาย

Fast-moving Item ควรอยู่ใกล้ Picking / Packing Area

Slow-moving Item สามารถเก็บลึกกว่า

ตัวอย่าง

สินค้า A ถูกหยิบ 500 ครั้งต่อวัน

สินค้า B ถูกหยิบ 2 ครั้งต่อเดือน

หากเอา B ไว้หน้าคลังและ A ไว้ด้านหลัง พนักงานจะเสียเวลาเดินโดยไม่จำเป็น

แนวคิดนี้เกี่ยวข้องกับ Slotting Optimization


5. Putaway ตาม Batch / Expiry

สินค้าที่ใช้ FEFO ต้องออกแบบ Putaway ให้พนักงานสามารถเข้าถึง Batch ที่หมดอายุก่อนได้ง่าย

เช่น

LOT-A
EXP 10/2026

LOT-B
EXP 12/2026

LOT-C
EXP 03/2027

ไม่ควรเอา LOT-C ไปวางขวาง LOT-A

ไม่เช่นนั้นระบบ FEFO ที่ตั้งไว้อย่างดีจะใช้งานจริงได้ยาก


6. Putaway ตาม Weight และ Dimension

Pallet หนักไม่ควรถูกวางบน Rack ชั้นสูงหากโครงสร้างไม่รองรับ

สินค้าขนาดใหญ่อาจต้องมี Oversize Area

สินค้าขนาดเล็กอาจเหมาะกับ Bin Storage

ข้อมูลอย่าง

  • Weight
  • Length
  • Width
  • Height
  • Volume

จึงสามารถนำไปใช้ในการตัดสิน Location ได้


Putaway ที่ดีต้องรู้ Capacity ของ Warehouse

ลองสมมติว่า

Rack A01 รองรับได้ 100 Cartons

ขณะนี้มีแล้ว 80

จึงเหลือ Capacity เพียง 20

แต่ Purchase Receipt ใหม่มี 50 Cartons

ระบบควรสามารถแบ่งเป็น

A01 = 20

A02 = 30

แทนที่จะสั่งให้พนักงานนำ 50 กล่องไป A01 ทั้งหมด

ERPNext Putaway Rule สามารถกำหนด Capacity ของ Item-Warehouse Combination และแบ่งสินค้าระหว่าง Warehouse ตาม Capacity และ Priority ได้ หากพื้นที่แรกเต็มก็จัดส่วนที่เหลือไปพื้นที่ถัดไป


Direct Putaway กับ Indirect Putaway คืออะไร?

Putaway สามารถแบ่ง Workflow ได้อีกสองแบบ

Direct Putaway

ของมาถึงแล้วไปตำแหน่งจัดเก็บทันที

Flow:

Receiving → Final Location

เหมาะกับ Warehouse ที่ Process ไม่ซับซ้อน


Indirect Putaway

สินค้าเข้า Staging Area ก่อน

Flow:

Receiving

Staging Area

Inspection / Sorting

Final Location

เหมาะกับ Warehouse ที่ต้อง

  • QC
  • แยก Lot
  • แยก Pallet
  • Repack
  • Label
  • ตรวจเอกสาร

ก่อนนำเข้าพื้นที่เก็บจริง

ERPNext Documentation เรียกแนวทางนี้ว่า Indirect หรือ Combined Putaway โดยสามารถรับสินค้าเข้า Temporary Warehouse ก่อน แล้วทำ Material Transfer พร้อมใช้ Putaway Rule ไปยังตำแหน่งสุดท้ายภายหลังได้


Barcode ช่วย Putaway อย่างไร?

หากระบบบอกว่า

ITEM-A ไป A03

แต่พนักงานเอาไป A08

ข้อมูลก็ผิดทันที

Barcode สามารถช่วย Verification ได้

Workflow ตัวอย่างคือ

Step 1 Scan Pallet / Item

พนักงานสแกนสินค้า

ระบบรู้ว่า

ITEM-A / LOT-260901 / Qty 40


Step 2 ระบบแนะนำ Location

หน้าจอแสดง

Putaway to → A-03-02


Step 3 พนักงานเดินไป Location


Step 4 Scan Location Barcode

สแกนป้ายบน Rack


Step 5 ระบบตรวจสอบ

ถ้าสแกน

A-03-02

ระบบยืนยัน

Correct Location

แต่ถ้าสแกน

A-08-01

ระบบสามารถเตือนได้ว่า

Wrong Location

นี่คือประโยชน์ของ Barcode ที่เหนือกว่าการใช้กระดาษเพียงอย่างเดียว


ตัวอย่าง Putaway Workflow ที่ใช้งานจริง

ลองสมมติโรงงานรับวัตถุดิบเข้ามา

Milk Powder

จำนวน 80 Bags

Batch: MP-0901

Expiry: 15/03/2027

Flow อาจเป็นดังนี้

1. Receiving

รับสินค้า 80 Bags

2. QC

ตรวจ COA / Quality

3. Batch Capture

บันทึก Batch และ Expiry

4. Putaway Recommendation

ระบบค้น Location

A01 Capacity เหลือ 30

A02 Capacity เหลือ 50

5. ระบบแบ่ง

A01 → 30 Bags

A02 → 50 Bags

6. Barcode Verification

พนักงาน Scan

Item → Batch → Location

7. Confirm Putaway

Stock Location ในระบบตรงกับของจริง

หลังจากนั้นเมื่อ Production ต้องการ Material ระบบสามารถสร้าง Pick List เพื่อให้พนักงานรู้ว่าควรหยิบจาก Warehouse/Location ใดต่อไป


Putaway และ Picking ต้องออกแบบคู่กัน

Putaway ไม่ควรคิดแยกจาก Picking

เพราะการตัดสินใจวางของวันนี้ จะส่งผลกับเวลาเดินหยิบในวันพรุ่งนี้

สมมติ Warehouse รับสินค้าวันละ 100 Pallets

แต่มี Picking 5,000 Lines ต่อวัน

หาก Putaway เน้นแค่ “เก็บง่าย” แต่ไม่สนใจ Picking

อาจประหยัดเวลา Receiving 30 นาที

แต่ทำให้ฝ่าย Picking เสียเพิ่มวันละหลายชั่วโมง

ดังนั้น Warehouse Design ที่ดีต้องหาสมดุลระหว่าง

Putaway Efficiency

และ

Picking Efficiency


Pick List มีบทบาทอย่างไร?

เมื่อ Order เข้ามา ระบบควรบอกพนักงานว่า

  • Item ไหน
  • Quantity เท่าไร
  • Warehouse ไหน
  • Batch ไหน

ERPNext มี Pick List สำหรับระบุสินค้าที่ต้องหยิบเพื่อใช้ใน Delivery, Material Transfer และ Manufacturing โดยระบบสามารถเลือก Warehouse ที่มี Stock และสำหรับสินค้าที่เป็น Batch จะพิจารณา Batch ที่ใกล้ Expiry มากกว่า

นอกจากนี้ Pick List ยังรองรับ Barcode Scan Mode เพื่อช่วยยืนยันว่าพนักงานกำลังหยิบสินค้าที่ถูกต้อง


Putaway + Picking + FEFO ทำงานร่วมกันอย่างไร?

นี่คือจุดที่ Warehouse Process เริ่มเชื่อมกันทั้งหมด

Putaway

ตอบว่า

เก็บไว้ไหน

FEFO

ตอบว่า

Batch ไหนควรออกก่อน

Pick List

ตอบว่า

พนักงานต้องไปหยิบอะไรจากที่ไหน

Barcode

ตอบว่า

พนักงานหยิบถูกจริงหรือไม่

ถ้าขาดขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง ความแม่นยำของระบบอาจลดลง


Putaway เชื่อมกับ Cycle Count อย่างไร?

บทความก่อนเราอธิบาย Cycle Count

ลองจินตนาการว่า Cycle Count บอกให้ตรวจ

ITEM-A / Rack A03

แต่พนักงาน Putaway ผิดไป A08

ตอน Cycle Count จึงพบ

A03 = ขาด

A08 = เกิน

ทั้งที่สินค้าจริงไม่ได้หาย

นี่คือสาเหตุว่าทำไม Stock Accuracy เริ่มต้นตั้งแต่ Putaway

ไม่ใช่ตอนตรวจนับ


Putaway เชื่อมกับ Traceability อย่างไร?

สำหรับสินค้าที่มี Batch หรือ Serial Number

การรู้แค่ Quantity ไม่เพียงพอ

องค์กรควรรู้ด้วยว่า

LOT-260901

อยู่ที่ไหน

มีจำนวนเท่าไร

และเคลื่อนย้ายไปจุดใดแล้วบ้าง

เมื่อเกิด Recall จะสามารถหา Batch ที่เกี่ยวข้องได้เร็วกว่า

Putaway จึงเป็นหนึ่งใน Transaction ที่ช่วยให้ Physical Location สอดคล้องกับ Traceability ในระบบ


10 ปัญหาที่พบบ่อยใน Putaway

1. วางตรงไหนว่างก็วาง

ไม่มี Rule

2. ไม่มี Location Code

พนักงานเรียกพื้นที่ว่า

“ชั้นข้างประตู”

“มุมหลัง”

“Rack ฝั่งคุณเอก”

เมื่อเปลี่ยนพนักงาน ความรู้ก็หายตาม

3. Location ในระบบไม่ตรงของจริง

4. ไม่กำหนด Capacity

ทำให้พื้นที่บางจุด Overload

5. สินค้าขายดีอยู่ไกล Picking Area

6. Batch ใหม่บัง Batch เก่า

7. สินค้า Hazardous อยู่ผิด Zone

8. ไม่มี Barcode Location

ยืนยันตำแหน่งไม่ได้

9. มี Staging Area แต่ของค้างนาน

Receiving เสร็จแล้วแต่ Putaway ไม่เสร็จ

10. วัด Receiving แต่ไม่วัด Putaway

Management เห็นว่ารับสินค้าเร็ว แต่ไม่รู้ว่าสินค้าใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะพร้อมขายจริง


KPI ของ Putaway ที่ควรวัด

องค์กรสามารถวัดได้หลายตัว

Dock-to-Stock Time

เวลาตั้งแต่สินค้ามาถึงจนพร้อมใช้งานใน Stock

Putaway Time

เวลาตั้งแต่ Receiving เสร็จจนสินค้าเข้าตำแหน่ง

Putaway Accuracy

เปอร์เซ็นต์สินค้าที่ถูกจัดเก็บถูก Location

Space Utilization

พื้นที่ถูกใช้กี่เปอร์เซ็นต์

Misplaced Inventory

จำนวนสินค้าที่พบผิด Location

Travel Distance

พนักงานเดินระยะทางเท่าไรในการ Putaway


Dock-to-Stock Time สำคัญอย่างไร?

สินค้าอาจมาถึงคลัง 09:00

ERP รับเข้า 09:20

แต่กว่าจะถูก Putaway เสร็จ 15:30

ระหว่างนั้นฝ่ายขายอาจคิดว่าของพร้อมขายแล้ว ทั้งที่พนักงานยังหาไม่เจอ

ดังนั้น Transaction Status ควรสะท้อน Physical Process จริง เช่น

Received

QC Pending

Ready for Putaway

Putaway In Progress

Available

แนวคิดนี้ช่วยป้องกันไม่ให้ Stock ที่ยังไม่พร้อมถูกนำไปใช้ก่อนเวลา


ERPNext Putaway Rule ทำงานอย่างไร?

ERPNext มี Putaway Rule สำหรับกำหนด Warehouse Assignment Strategy ของ Incoming Stock

Rule สามารถกำหนด

  • Company
  • Item
  • Warehouse
  • Capacity
  • UOM
  • Priority

เมื่อใช้ Putaway Rule กับ Purchase Receipt หรือ Stock Entry ระบบสามารถแบ่งจำนวนสินค้าและจัดไปยัง Warehouse ตาม Capacity และ Priority ได้อัตโนมัติ

ตัวอย่าง

ITEM-A = 60 PCS

Warehouse A
Capacity เหลือ 48

Warehouse B
Capacity เหลือ 30

ระบบสามารถจัด

Warehouse A = 48

Warehouse B = 12

แทนการให้ผู้ใช้เลือกเองทั้งหมด


Putaway Rule เหมาะกับใคร?

เหมาะมากกับธุรกิจที่มี

  • Warehouse ขนาดใหญ่
  • Multi-location
  • หลาย Rack / Bin
  • ปริมาณ Receiving สูง
  • สินค้าเป็น Batch
  • สินค้ามี Expiry
  • หลายประเภทสินค้า
  • Capacity จำกัด
  • Barcode Workflow
  • หลาย Warehouse

หากคลังมีเพียงห้องเล็กและสินค้า 50 SKU Putaway Rule อาจไม่จำเป็นต้องซับซ้อน

แต่เมื่อ Scale โตขึ้น ระบบ Location จะสำคัญขึ้นอย่างรวดเร็ว


8 ขั้นตอนเริ่มออกแบบ Putaway

ขั้นที่ 1 ทำ Warehouse Map

กำหนด

Zone / Rack / Shelf / Bin


ขั้นที่ 2 สร้าง Location Code

ใช้รูปแบบที่อ่านง่าย เช่น

A-03-02


ขั้นที่ 3 ติด Barcode ทุก Location


ขั้นที่ 4 จัดกลุ่มสินค้า

เช่น

  • Fast-moving
  • Cold
  • Hazardous
  • High Value
  • Heavy
  • Oversize

ขั้นที่ 5 กำหนด Capacity

แต่ละ Location รองรับได้เท่าไร


ขั้นที่ 6 กำหนด Priority

Location ไหนควรถูกใช้ก่อน


ขั้นที่ 7 เชื่อม ERP

ให้ระบบแนะนำ Location


ขั้นที่ 8 Scan Confirm

อย่าให้ Putaway จบเพียงการกด Confirm บนคอมพิวเตอร์

ควรยืนยันจาก Physical Location จริง


ตัวอย่าง Warehouse Structure

คลังหนึ่งแห่งอาจออกแบบเป็น

Main Warehouse

Zone A — Fast Moving

A-01
A-02
A-03

Zone B — General

B-01
B-02
B-03

Zone C — High Value

C-01
C-02

Cold Storage

COLD-01
COLD-02

Staging

STAGE-IN
STAGE-OUT

จากนั้น Item แต่ละกลุ่มมี Putaway Strategy ที่ต่างกัน


ก่อน Implement ERP ควรจัด Warehouse Location ก่อนหรือไม่?

ควรทำ

เพราะหาก Physical Warehouse ยังไม่มี Logic

เช่น

ไม่มี Location Code

ไม่มี Rack Number

ไม่มี Zone

ไม่มี Capacity

การนำ ERP เข้าไปอาจเพียงเปลี่ยนจาก

ความยุ่งเหยิงบนกระดาษ

เป็น

ความยุ่งเหยิงในระบบดิจิทัล

Software ไม่สามารถแก้ Layout ที่ไม่มี Structure ได้ด้วยตัวเอง

จึงควรทำ

Process Design + Warehouse Layout + Master Data + ERP

ร่วมกัน


สรุป Putaway คืออะไร?

Putaway คือกระบวนการนำสินค้าที่รับเข้ามาแล้ว ไปจัดเก็บในตำแหน่งที่เหมาะสมภายใน Warehouse

เป้าหมายไม่ใช่เพียง

“เอาของออกจาก Receiving Area ให้หมด”

แต่ต้องทำให้

  • หาของเจอ
  • ใช้พื้นที่ดี
  • หยิบได้เร็ว
  • Batch ถูกต้อง
  • FEFO ทำงานได้
  • Cycle Count แม่นยำ
  • Traceability เชื่อถือได้

Warehouse ที่ดีจึงไม่ได้เริ่มจาก Picking

แต่เริ่มตั้งแต่การตัดสินใจว่า

สินค้าที่เพิ่งเข้ามา ควรถูกวางไว้ที่ไหน

เมื่อเชื่อม

Receiving + Putaway + Location + ERP + Barcode + Picking

เข้าด้วยกัน ระบบคลังจะสามารถทำงานเป็น Workflow เดียว และลดการพึ่งพาความจำของพนักงานได้อย่างมาก

ติดต่อ GreatOcean เพื่อรับคำปรึกษาฟรี และค้นพบโซลูชันความปลอดภัยที่เหมาะสมกับองค์กรของคุณวันนี้!

Line : @greatocean
Tel : 099-495-8880
Facebook : https://www.facebook.com/gtoengineer/
Email : support@gtoengineer.com