รถ Supplier มาถึงคลัง
พนักงานตรวจสินค้าเรียบร้อย
Purchase Receipt ถูกบันทึกแล้ว
ของถูกยกลงจากรถครบทุกกล่อง
แต่หลังจากนั้นเกิดคำถามว่า
“เอาของไปวางตรงไหน?”
หากคำตอบคือ
“ตรงไหนว่างก็วางตรงนั้นก่อน”
นี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหาคลังสินค้าจำนวนมาก
เพราะการรับสินค้าเข้าระบบสำเร็จ ไม่ได้หมายความว่ากระบวนการรับสินค้าเสร็จสมบูรณ์
สินค้ายังต้องถูกนำไปจัดเก็บในตำแหน่งที่ถูกต้อง เพื่อให้พนักงานคนถัดไปสามารถหาและหยิบสินค้าได้อย่างรวดเร็ว
กระบวนการนี้เรียกว่า Putaway
บทความนี้จะอธิบายว่า Putaway คืออะไร ทำไม Warehouse Location จึงสำคัญ และ ERP กับ Barcode สามารถช่วยลดปัญหา “ของมีในระบบ แต่หาไม่เจอ” ได้อย่างไร
Putaway คืออะไร?
Putaway คือกระบวนการนำสินค้าที่รับเข้าคลังแล้ว ไปจัดเก็บยังตำแหน่งที่เหมาะสมภายใน Warehouse
Putaway เกิดขึ้นหลังขั้นตอน Receiving
Flow แบบง่ายจึงเป็น
Supplier
↓
Receiving
↓
Inspection
↓
Putaway
↓
Storage
↓
Picking
↓
Delivery
หน้าที่ของ Putaway คือทำให้สินค้าที่เพิ่งเข้ามาไม่กองอยู่บริเวณ Receiving Area และถูกย้ายไปยัง Rack, Shelf, Bin หรือ Storage Location ที่เหมาะสม
Receiving กับ Putaway ต่างกันอย่างไร?
สองขั้นตอนนี้มักถูกเข้าใจว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วต่างกัน
Receiving
ตอบคำถามว่า
“เราได้รับสินค้าอะไรมา?”
เช่น
- ITEM-A
- จำนวน 100 ชิ้น
- LOT-260901
- Supplier A
Putaway
ตอบคำถามว่า
“สินค้านี้จะถูกเก็บไว้ตรงไหน?”
เช่น
Warehouse Main → Zone A → Rack A03 → Shelf 02 → Bin 05
ดังนั้น Receiving เน้น
สิ่งที่รับมา
ส่วน Putaway เน้น
ตำแหน่งที่นำไปเก็บ
ทำไม Putaway ถึงสำคัญ?
คลังที่ไม่มี Putaway Process ที่ดีมักเกิดปัญหาหลายแบบ
ของมีในระบบ แต่หาไม่เจอ
ERP อาจบอกว่า
ITEM-A = 100 PCS
แต่ไม่ได้บอกว่าอยู่ Rack ไหน
พนักงานต้องเดินหาเอง
ถ้าคลังเล็กอาจยังพอไหว
แต่ถ้ามีสินค้า 5,000 SKU และหลายพัน Pallet ปัญหาจะเริ่มชัดเจนทันที
วางสินค้าผิด Zone
สินค้าอาหารอาจถูกวางใกล้สารเคมี
สินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิอาจถูกวางผิดพื้นที่
สินค้าหนักอาจถูกวางบน Rack ที่ไม่เหมาะสม
Putaway จึงไม่ได้เกี่ยวกับความสะดวกเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและคุณภาพด้วย
ใช้พื้นที่คลังไม่เต็มประสิทธิภาพ
บาง Rack เต็ม
บาง Rack ว่าง
แต่สินค้าทั้งหมดถูกกองรวมบริเวณเดียวกัน
หากไม่มีข้อมูล Capacity การใช้พื้นที่ก็ยากที่จะควบคุม
Picking ช้าลง
สินค้าขายดีถูกเก็บลึกที่สุดในคลัง
พนักงานต้องเดินหลายร้อยเมตรเพื่อหยิบสินค้าเดิมซ้ำทุกวัน
ต้นทุน Picking จึงเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
สินค้าเก่าถูกบัง
หากเอาสินค้า Lot ใหม่ไปวางขวาง Lot เก่า
แม้ ERP จะบอกให้ใช้ FIFO หรือ FEFO
พนักงานก็อาจหยิบ Lot ที่อยู่ด้านหน้าก่อนอยู่ดี
ดังนั้น Physical Layout ต้องรองรับ Strategy ในระบบด้วย
Warehouse Location ควรละเอียดแค่ไหน?
หลายบริษัทมี Warehouse เพียงชื่อเดียว เช่น
Main Warehouse
แต่คลังจริงอาจมีพื้นที่หลายพันตารางเมตร
หาก ERP รู้เพียงว่า Item อยู่ Main Warehouse ข้อมูลยังไม่ละเอียดพอสำหรับ Operations
Warehouse Structure อาจออกแบบเป็น
Warehouse
↓
Zone
↓
Aisle
↓
Rack
↓
Shelf
↓
Bin
ตัวอย่าง
MAIN-A-03-02-05
อาจหมายถึง
- Main Warehouse
- Zone A
- Rack 03
- Shelf 02
- Bin 05
ERPNext เองสามารถสร้าง Warehouse แบบ Tree และใช้ Sub-Warehouse เพื่อแทนตำแหน่งย่อยได้ เช่น Warehouse → Room → Row → Shelf → Bin
Fixed Location กับ Dynamic Location ต่างกันอย่างไร?
แนวทางจัดเก็บสินค้าใน Warehouse มีหลายแบบ
สองแบบที่พบมากคือ
Fixed Location
สินค้าแต่ละ Item มีตำแหน่งประจำ
เช่น
ITEM-A → Rack A01
ITEM-B → Rack A02
ITEM-C → Rack A03
ข้อดีคือพนักงานจำง่าย
แต่ข้อเสียคือบางพื้นที่อาจว่างทั้งที่พื้นที่อื่นเต็ม
Dynamic Location
ระบบสามารถเลือกตำแหน่งว่างให้สินค้าได้
เช่น วันนี้ ITEM-A อยู่ A01
แต่ Lot ใหม่อาจถูกส่งไป A07 เพราะ A01 เต็มแล้ว
ข้อดีคือใช้พื้นที่ได้มีประสิทธิภาพกว่า
แต่ต้องพึ่งระบบ Location และ Barcode มากขึ้น
Putaway Strategy มีอะไรบ้าง?
ไม่มี Putaway Rule เดียวที่เหมาะกับสินค้าทุกประเภท
องค์กรสามารถออกแบบ Strategy ได้หลายแบบ
1. Putaway ตามพื้นที่ว่าง
วิธีง่ายที่สุดคือ
Where space is available
ระบบดูว่าตำแหน่งไหนยังมี Capacity แล้วนำสินค้าไปเก็บ
เหมาะกับสินค้าที่ไม่มีข้อจำกัดมาก
แต่หากใช้หลักนี้เพียงอย่างเดียว อาจทำให้ Fast-moving Item กระจายไปทั่ว Warehouse
2. Putaway ตาม Priority
กำหนดว่าพื้นที่ใดควรถูกใช้ก่อน
ตัวอย่าง
ITEM-A
Priority 1 → Rack A01
Priority 2 → Rack A02
Priority 3 → Rack B01
หาก A01 เต็ม ระบบจึงค่อยไป A02
ERPNext Putaway Rule รองรับแนวคิด Capacity + Priority แบบนี้โดยตรง โดย Priority 1 ถือว่าสูงที่สุด และระบบจะเลือกพื้นที่ตามลำดับก่อนพิจารณาพื้นที่ว่าง
3. Putaway ตามประเภทสินค้า
ตัวอย่างเช่น
Frozen
เก็บ Cold Storage
Chemical
เก็บ Hazardous Zone
High Value
เก็บ Secure Zone
Oversized
เก็บ Floor Storage
Fragile
เก็บพื้นที่ลดความเสี่ยงการกระแทก
ดังนั้น Item Master ควรมีข้อมูลเพียงพอให้ระบบรู้ว่าสินค้าประเภทใดควรไปพื้นที่ใด
4. Putaway ตามความเร็วการขาย
Fast-moving Item ควรอยู่ใกล้ Picking / Packing Area
Slow-moving Item สามารถเก็บลึกกว่า
ตัวอย่าง
สินค้า A ถูกหยิบ 500 ครั้งต่อวัน
สินค้า B ถูกหยิบ 2 ครั้งต่อเดือน
หากเอา B ไว้หน้าคลังและ A ไว้ด้านหลัง พนักงานจะเสียเวลาเดินโดยไม่จำเป็น
แนวคิดนี้เกี่ยวข้องกับ Slotting Optimization
5. Putaway ตาม Batch / Expiry
สินค้าที่ใช้ FEFO ต้องออกแบบ Putaway ให้พนักงานสามารถเข้าถึง Batch ที่หมดอายุก่อนได้ง่าย
เช่น
LOT-A
EXP 10/2026
LOT-B
EXP 12/2026
LOT-C
EXP 03/2027
ไม่ควรเอา LOT-C ไปวางขวาง LOT-A
ไม่เช่นนั้นระบบ FEFO ที่ตั้งไว้อย่างดีจะใช้งานจริงได้ยาก
6. Putaway ตาม Weight และ Dimension
Pallet หนักไม่ควรถูกวางบน Rack ชั้นสูงหากโครงสร้างไม่รองรับ
สินค้าขนาดใหญ่อาจต้องมี Oversize Area
สินค้าขนาดเล็กอาจเหมาะกับ Bin Storage
ข้อมูลอย่าง
- Weight
- Length
- Width
- Height
- Volume
จึงสามารถนำไปใช้ในการตัดสิน Location ได้
Putaway ที่ดีต้องรู้ Capacity ของ Warehouse
ลองสมมติว่า
Rack A01 รองรับได้ 100 Cartons
ขณะนี้มีแล้ว 80
จึงเหลือ Capacity เพียง 20
แต่ Purchase Receipt ใหม่มี 50 Cartons
ระบบควรสามารถแบ่งเป็น
A01 = 20
A02 = 30
แทนที่จะสั่งให้พนักงานนำ 50 กล่องไป A01 ทั้งหมด
ERPNext Putaway Rule สามารถกำหนด Capacity ของ Item-Warehouse Combination และแบ่งสินค้าระหว่าง Warehouse ตาม Capacity และ Priority ได้ หากพื้นที่แรกเต็มก็จัดส่วนที่เหลือไปพื้นที่ถัดไป
Direct Putaway กับ Indirect Putaway คืออะไร?
Putaway สามารถแบ่ง Workflow ได้อีกสองแบบ
Direct Putaway
ของมาถึงแล้วไปตำแหน่งจัดเก็บทันที
Flow:
Receiving → Final Location
เหมาะกับ Warehouse ที่ Process ไม่ซับซ้อน
Indirect Putaway
สินค้าเข้า Staging Area ก่อน
Flow:
Receiving
↓
Staging Area
↓
Inspection / Sorting
↓
Final Location
เหมาะกับ Warehouse ที่ต้อง
- QC
- แยก Lot
- แยก Pallet
- Repack
- Label
- ตรวจเอกสาร
ก่อนนำเข้าพื้นที่เก็บจริง
ERPNext Documentation เรียกแนวทางนี้ว่า Indirect หรือ Combined Putaway โดยสามารถรับสินค้าเข้า Temporary Warehouse ก่อน แล้วทำ Material Transfer พร้อมใช้ Putaway Rule ไปยังตำแหน่งสุดท้ายภายหลังได้
Barcode ช่วย Putaway อย่างไร?
หากระบบบอกว่า
ITEM-A ไป A03
แต่พนักงานเอาไป A08
ข้อมูลก็ผิดทันที
Barcode สามารถช่วย Verification ได้
Workflow ตัวอย่างคือ
Step 1 Scan Pallet / Item
พนักงานสแกนสินค้า
ระบบรู้ว่า
ITEM-A / LOT-260901 / Qty 40
Step 2 ระบบแนะนำ Location
หน้าจอแสดง
Putaway to → A-03-02
Step 3 พนักงานเดินไป Location
Step 4 Scan Location Barcode
สแกนป้ายบน Rack
Step 5 ระบบตรวจสอบ
ถ้าสแกน
A-03-02
ระบบยืนยัน
Correct Location
แต่ถ้าสแกน
A-08-01
ระบบสามารถเตือนได้ว่า
Wrong Location
นี่คือประโยชน์ของ Barcode ที่เหนือกว่าการใช้กระดาษเพียงอย่างเดียว
ตัวอย่าง Putaway Workflow ที่ใช้งานจริง
ลองสมมติโรงงานรับวัตถุดิบเข้ามา
Milk Powder
จำนวน 80 Bags
Batch: MP-0901
Expiry: 15/03/2027
Flow อาจเป็นดังนี้
1. Receiving
รับสินค้า 80 Bags
2. QC
ตรวจ COA / Quality
3. Batch Capture
บันทึก Batch และ Expiry
4. Putaway Recommendation
ระบบค้น Location
A01 Capacity เหลือ 30
A02 Capacity เหลือ 50
5. ระบบแบ่ง
A01 → 30 Bags
A02 → 50 Bags
6. Barcode Verification
พนักงาน Scan
Item → Batch → Location
7. Confirm Putaway
Stock Location ในระบบตรงกับของจริง
หลังจากนั้นเมื่อ Production ต้องการ Material ระบบสามารถสร้าง Pick List เพื่อให้พนักงานรู้ว่าควรหยิบจาก Warehouse/Location ใดต่อไป
Putaway และ Picking ต้องออกแบบคู่กัน
Putaway ไม่ควรคิดแยกจาก Picking
เพราะการตัดสินใจวางของวันนี้ จะส่งผลกับเวลาเดินหยิบในวันพรุ่งนี้
สมมติ Warehouse รับสินค้าวันละ 100 Pallets
แต่มี Picking 5,000 Lines ต่อวัน
หาก Putaway เน้นแค่ “เก็บง่าย” แต่ไม่สนใจ Picking
อาจประหยัดเวลา Receiving 30 นาที
แต่ทำให้ฝ่าย Picking เสียเพิ่มวันละหลายชั่วโมง
ดังนั้น Warehouse Design ที่ดีต้องหาสมดุลระหว่าง
Putaway Efficiency
และ
Picking Efficiency
Pick List มีบทบาทอย่างไร?
เมื่อ Order เข้ามา ระบบควรบอกพนักงานว่า
- Item ไหน
- Quantity เท่าไร
- Warehouse ไหน
- Batch ไหน
ERPNext มี Pick List สำหรับระบุสินค้าที่ต้องหยิบเพื่อใช้ใน Delivery, Material Transfer และ Manufacturing โดยระบบสามารถเลือก Warehouse ที่มี Stock และสำหรับสินค้าที่เป็น Batch จะพิจารณา Batch ที่ใกล้ Expiry มากกว่า
นอกจากนี้ Pick List ยังรองรับ Barcode Scan Mode เพื่อช่วยยืนยันว่าพนักงานกำลังหยิบสินค้าที่ถูกต้อง
Putaway + Picking + FEFO ทำงานร่วมกันอย่างไร?
นี่คือจุดที่ Warehouse Process เริ่มเชื่อมกันทั้งหมด
Putaway
ตอบว่า
เก็บไว้ไหน
↓
FEFO
ตอบว่า
Batch ไหนควรออกก่อน
↓
Pick List
ตอบว่า
พนักงานต้องไปหยิบอะไรจากที่ไหน
↓
Barcode
ตอบว่า
พนักงานหยิบถูกจริงหรือไม่
ถ้าขาดขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง ความแม่นยำของระบบอาจลดลง
Putaway เชื่อมกับ Cycle Count อย่างไร?
บทความก่อนเราอธิบาย Cycle Count
ลองจินตนาการว่า Cycle Count บอกให้ตรวจ
ITEM-A / Rack A03
แต่พนักงาน Putaway ผิดไป A08
ตอน Cycle Count จึงพบ
A03 = ขาด
A08 = เกิน
ทั้งที่สินค้าจริงไม่ได้หาย
นี่คือสาเหตุว่าทำไม Stock Accuracy เริ่มต้นตั้งแต่ Putaway
ไม่ใช่ตอนตรวจนับ
Putaway เชื่อมกับ Traceability อย่างไร?
สำหรับสินค้าที่มี Batch หรือ Serial Number
การรู้แค่ Quantity ไม่เพียงพอ
องค์กรควรรู้ด้วยว่า
LOT-260901
อยู่ที่ไหน
มีจำนวนเท่าไร
และเคลื่อนย้ายไปจุดใดแล้วบ้าง
เมื่อเกิด Recall จะสามารถหา Batch ที่เกี่ยวข้องได้เร็วกว่า
Putaway จึงเป็นหนึ่งใน Transaction ที่ช่วยให้ Physical Location สอดคล้องกับ Traceability ในระบบ
10 ปัญหาที่พบบ่อยใน Putaway
1. วางตรงไหนว่างก็วาง
ไม่มี Rule
2. ไม่มี Location Code
พนักงานเรียกพื้นที่ว่า
“ชั้นข้างประตู”
“มุมหลัง”
“Rack ฝั่งคุณเอก”
เมื่อเปลี่ยนพนักงาน ความรู้ก็หายตาม
3. Location ในระบบไม่ตรงของจริง
4. ไม่กำหนด Capacity
ทำให้พื้นที่บางจุด Overload
5. สินค้าขายดีอยู่ไกล Picking Area
6. Batch ใหม่บัง Batch เก่า
7. สินค้า Hazardous อยู่ผิด Zone
8. ไม่มี Barcode Location
ยืนยันตำแหน่งไม่ได้
9. มี Staging Area แต่ของค้างนาน
Receiving เสร็จแล้วแต่ Putaway ไม่เสร็จ
10. วัด Receiving แต่ไม่วัด Putaway
Management เห็นว่ารับสินค้าเร็ว แต่ไม่รู้ว่าสินค้าใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะพร้อมขายจริง
KPI ของ Putaway ที่ควรวัด
องค์กรสามารถวัดได้หลายตัว
Dock-to-Stock Time
เวลาตั้งแต่สินค้ามาถึงจนพร้อมใช้งานใน Stock
Putaway Time
เวลาตั้งแต่ Receiving เสร็จจนสินค้าเข้าตำแหน่ง
Putaway Accuracy
เปอร์เซ็นต์สินค้าที่ถูกจัดเก็บถูก Location
Space Utilization
พื้นที่ถูกใช้กี่เปอร์เซ็นต์
Misplaced Inventory
จำนวนสินค้าที่พบผิด Location
Travel Distance
พนักงานเดินระยะทางเท่าไรในการ Putaway
Dock-to-Stock Time สำคัญอย่างไร?
สินค้าอาจมาถึงคลัง 09:00
ERP รับเข้า 09:20
แต่กว่าจะถูก Putaway เสร็จ 15:30
ระหว่างนั้นฝ่ายขายอาจคิดว่าของพร้อมขายแล้ว ทั้งที่พนักงานยังหาไม่เจอ
ดังนั้น Transaction Status ควรสะท้อน Physical Process จริง เช่น
Received
↓
QC Pending
↓
Ready for Putaway
↓
Putaway In Progress
↓
Available
แนวคิดนี้ช่วยป้องกันไม่ให้ Stock ที่ยังไม่พร้อมถูกนำไปใช้ก่อนเวลา
ERPNext Putaway Rule ทำงานอย่างไร?
ERPNext มี Putaway Rule สำหรับกำหนด Warehouse Assignment Strategy ของ Incoming Stock
Rule สามารถกำหนด
- Company
- Item
- Warehouse
- Capacity
- UOM
- Priority
เมื่อใช้ Putaway Rule กับ Purchase Receipt หรือ Stock Entry ระบบสามารถแบ่งจำนวนสินค้าและจัดไปยัง Warehouse ตาม Capacity และ Priority ได้อัตโนมัติ
ตัวอย่าง
ITEM-A = 60 PCS
Warehouse A
Capacity เหลือ 48
Warehouse B
Capacity เหลือ 30
ระบบสามารถจัด
Warehouse A = 48
Warehouse B = 12
แทนการให้ผู้ใช้เลือกเองทั้งหมด
Putaway Rule เหมาะกับใคร?
เหมาะมากกับธุรกิจที่มี
- Warehouse ขนาดใหญ่
- Multi-location
- หลาย Rack / Bin
- ปริมาณ Receiving สูง
- สินค้าเป็น Batch
- สินค้ามี Expiry
- หลายประเภทสินค้า
- Capacity จำกัด
- Barcode Workflow
- หลาย Warehouse
หากคลังมีเพียงห้องเล็กและสินค้า 50 SKU Putaway Rule อาจไม่จำเป็นต้องซับซ้อน
แต่เมื่อ Scale โตขึ้น ระบบ Location จะสำคัญขึ้นอย่างรวดเร็ว
8 ขั้นตอนเริ่มออกแบบ Putaway
ขั้นที่ 1 ทำ Warehouse Map
กำหนด
Zone / Rack / Shelf / Bin
ขั้นที่ 2 สร้าง Location Code
ใช้รูปแบบที่อ่านง่าย เช่น
A-03-02
ขั้นที่ 3 ติด Barcode ทุก Location
ขั้นที่ 4 จัดกลุ่มสินค้า
เช่น
- Fast-moving
- Cold
- Hazardous
- High Value
- Heavy
- Oversize
ขั้นที่ 5 กำหนด Capacity
แต่ละ Location รองรับได้เท่าไร
ขั้นที่ 6 กำหนด Priority
Location ไหนควรถูกใช้ก่อน
ขั้นที่ 7 เชื่อม ERP
ให้ระบบแนะนำ Location
ขั้นที่ 8 Scan Confirm
อย่าให้ Putaway จบเพียงการกด Confirm บนคอมพิวเตอร์
ควรยืนยันจาก Physical Location จริง
ตัวอย่าง Warehouse Structure
คลังหนึ่งแห่งอาจออกแบบเป็น
Main Warehouse
Zone A — Fast Moving
A-01
A-02
A-03
Zone B — General
B-01
B-02
B-03
Zone C — High Value
C-01
C-02
Cold Storage
COLD-01
COLD-02
Staging
STAGE-IN
STAGE-OUT
จากนั้น Item แต่ละกลุ่มมี Putaway Strategy ที่ต่างกัน
ก่อน Implement ERP ควรจัด Warehouse Location ก่อนหรือไม่?
ควรทำ
เพราะหาก Physical Warehouse ยังไม่มี Logic
เช่น
ไม่มี Location Code
ไม่มี Rack Number
ไม่มี Zone
ไม่มี Capacity
การนำ ERP เข้าไปอาจเพียงเปลี่ยนจาก
ความยุ่งเหยิงบนกระดาษ
เป็น
ความยุ่งเหยิงในระบบดิจิทัล
Software ไม่สามารถแก้ Layout ที่ไม่มี Structure ได้ด้วยตัวเอง
จึงควรทำ
Process Design + Warehouse Layout + Master Data + ERP
ร่วมกัน
สรุป Putaway คืออะไร?
Putaway คือกระบวนการนำสินค้าที่รับเข้ามาแล้ว ไปจัดเก็บในตำแหน่งที่เหมาะสมภายใน Warehouse
เป้าหมายไม่ใช่เพียง
“เอาของออกจาก Receiving Area ให้หมด”
แต่ต้องทำให้
- หาของเจอ
- ใช้พื้นที่ดี
- หยิบได้เร็ว
- Batch ถูกต้อง
- FEFO ทำงานได้
- Cycle Count แม่นยำ
- Traceability เชื่อถือได้
Warehouse ที่ดีจึงไม่ได้เริ่มจาก Picking
แต่เริ่มตั้งแต่การตัดสินใจว่า
สินค้าที่เพิ่งเข้ามา ควรถูกวางไว้ที่ไหน
เมื่อเชื่อม
Receiving + Putaway + Location + ERP + Barcode + Picking
เข้าด้วยกัน ระบบคลังจะสามารถทำงานเป็น Workflow เดียว และลดการพึ่งพาความจำของพนักงานได้อย่างมาก




