ห้องคอมพิวเตอร์ในโรงเรียน ห้องสมุด หรือเครื่องที่ให้บริการสาธารณะ มักเจอปัญหาเดิมซ้ำๆ คือมีคนแอบลงโปรแกรมแปลกๆ เปลี่ยนการตั้งค่า หรือติดมัลแวร์จนเครื่องช้าลงเรื่อยๆ หลายองค์กรจึงหันมาใช้ Faronics Deep Freeze เพื่อแก้ปัญหานี้ แต่หลายคนก็ยังสงสัยว่า Deep Freeze ทำงานอย่างไร ถึงทำให้คอมพิวเตอร์กลับสู่สภาพเดิมได้ทุกครั้งที่รีสตาร์ทราวกับมีปุ่มรีเซ็ตวิเศษ บทความนี้จะพาเจาะลึกหลักการเบื้องหลังเทคโนโลยีนี้
Deep Freeze คืออะไรในภาพรวม
Deep Freeze เป็นซอฟต์แวร์ประเภท Reboot-to-Restore ที่พัฒนาโดย Faronics ใช้งานมาตั้งแต่ปี 1999 มีหลักการง่ายๆ คือเมื่อติดตั้งและตั้งค่า “Freeze” เครื่องไว้แล้ว ไม่ว่าผู้ใช้งานจะเปลี่ยนแปลงอะไรบนเครื่องระหว่างวัน ทั้งการลงโปรแกรม เปลี่ยนการตั้งค่า หรือแม้แต่ติดมัลแวร์ เพียงแค่รีสตาร์ทเครื่องหนึ่งครั้ง ทุกอย่างจะกลับไปเป็นสภาพเดิมที่ตั้งค่าไว้ตอนแรกทันที เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่มีผู้ใช้งานหลายคนสลับกันใช้เครื่องเดียวกัน เช่น ห้องแล็บคอมพิวเตอร์ ห้องสมุด หรือเครื่องบริการสาธารณะ
Deep Freeze ทำงานอย่างไรในเชิงเทคนิค
หัวใจสำคัญของ Deep Freeze อยู่ที่เทคโนโลยีที่จดสิทธิบัตรไว้ ซึ่งทำงานในระดับดิสก์เซกเตอร์ (Disk Sector) โดยตรง หลักการคือ
- เมื่อเปิดใช้งานโหมด Freeze ซอฟต์แวร์จะจดจำสถานะของฮาร์ดดิสก์ทั้งหมด ณ ตอนนั้นเป็น “สถานะที่ต้องการ” (Desired Configuration)
- เมื่อผู้ใช้งานเขียนข้อมูลใหม่ลงดิสก์ ไม่ว่าจะเป็นการลงโปรแกรมหรือแก้ไขไฟล์ใดก็ตาม Deep Freeze จะ ดักจับและเปลี่ยนเส้นทาง (Redirect) ข้อมูลนั้นไปเก็บไว้ในตารางการจัดสรรพื้นที่ชั่วคราว (Allocation Table) แทนที่จะเขียนทับข้อมูลต้นฉบับจริงบนดิสก์
- ระบบปฏิบัติการมองเห็นการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นตามปกติระหว่างใช้งาน เพราะ Deep Freeze สร้างภาพลวงว่าข้อมูลถูกเขียนจริง แต่ข้อมูลต้นฉบับยังคงอยู่ครบถ้วนไม่ถูกแตะต้อง
- เมื่อรีสตาร์ทเครื่อง ตารางการจัดสรรพื้นที่ชั่วคราวนั้นจะถูกละทิ้งไปทั้งหมด ทำให้ระบบกลับไปอ้างอิงข้อมูลต้นฉบับที่ไม่เคยถูกเปลี่ยนแปลงเลย เสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก แม้กระทั่งในระดับไบต์สุดท้ายของข้อมูล
ThawSpace พื้นที่ที่ไม่ถูกแช่แข็งสำหรับบันทึกงาน
แม้หลักการของ Deep Freeze คือการล้างทุกอย่างกลับสู่สภาพเดิม แต่ในการใช้งานจริงผู้ใช้งานก็ยังต้องบันทึกไฟล์งานหรือรายงานที่ทำไว้ ระบบจึงมีฟีเจอร์ที่เรียกว่า ThawSpace คือพื้นที่เฉพาะบนดิสก์ที่ถูกกันไว้ไม่ให้ถูกแช่แข็ง สามารถกำหนดให้เป็นโฟลเดอร์ที่มองเห็นได้หรือซ่อนไว้ก็ได้ ขนาดสูงสุดได้ถึง 1TB ทำให้ผู้ใช้งานยังบันทึกงานสำคัญไว้ได้ตามปกติ โดยที่ส่วนอื่นของระบบยังคงถูกป้องกันเต็มรูปแบบเหมือนเดิม
ต่างจาก Windows System Restore อย่างไร
หลายคนสับสนระหว่าง Deep Freeze กับฟีเจอร์ System Restore ของ Windows แต่ทั้งสองทำงานคนละระดับกัน System Restore เก็บเฉพาะจุดคืนค่าของไฟล์ระบบและรีจิสทรีบางส่วนตามที่ Windows เลือกติดตามเท่านั้น จึงอาจพลาดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างหรือถูกมัลแวร์บางชนิดปิดการทำงานได้ ในขณะที่ Deep Freeze ทำงานที่ระดับดิสก์เซกเตอร์ทั้งฮาร์ดดิสก์ ครอบคลุมทุกไฟล์และทุกการเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีข้อยกเว้น ทำให้ป้องกันได้แม้กระทั่งภัยคุกคามแบบ Zero-Day ที่ยังไม่มีใครรู้จักมาก่อน เพียงแค่รีสตาร์ทเครื่องก็ล้างทุกอย่างได้ทันที
ตารางเปรียบเทียบเวอร์ชันของ Deep Freeze
| เวอร์ชัน | เหมาะกับ | จุดเด่น |
|---|---|---|
| Deep Freeze Standard | เครื่อง 1-10 เครื่อง | จัดการแต่ละเครื่องด้วยตนเอง เหมาะกับองค์กรขนาดเล็ก |
| Deep Freeze Enterprise | องค์กรขนาดกลาง-ใหญ่ | บริหารจัดการหลายเครื่องผ่านคอนโซลกลาง พร้อม Wake-On-LAN และตั้งเวลาอัตโนมัติ |
| Deep Freeze Cloud | องค์กรที่ต้องการจัดการระยะไกล | จัดการผ่านคลาวด์ ไม่ต้องมีเซิร์ฟเวอร์จัดการเอง เหมาะกับทีมไอทีขนาดเล็ก |
ข้อควรพิจารณาเมื่อใช้งาน Deep Freeze
แม้ Deep Freeze จะช่วยลดภาระงานไอทีได้มาก แต่ก็ต้องวางแผนเรื่องการอัปเดตซอฟต์แวร์และแพตช์ระบบให้ดี เพราะการเปลี่ยนแปลงถาวรต้องทำผ่านการ Thaw เครื่องชั่วคราวก่อนติดตั้งอัปเดต แล้วค่อย Freeze กลับ หรือใช้ฟีเจอร์ตั้งเวลาติดตั้ง Windows Update อัตโนมัติที่มีมาให้ในตัว หากลืมวางแผนส่วนนี้ อาจทำให้เครื่องที่ถูก Freeze ไว้ล้าสมัยหรือขาดแพตช์ความปลอดภัยสำคัญได้
หากสนใจอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลบำรุงรักษาระบบไอทีขององค์กร สามารถดูได้ใน บทความเซิร์ฟเวอร์คืออะไร ของเรา หรือศึกษาข้อมูลเชิงเทคนิคเพิ่มเติมจาก เอกสารทางการของ Faronics Deep Freeze
สรุป
โดยสรุปแล้ว Deep Freeze ทำงานโดยดักจับและเปลี่ยนเส้นทางข้อมูลที่เขียนลงดิสก์ไปเก็บไว้ในตารางชั่วคราว แทนที่จะเขียนทับข้อมูลต้นฉบับจริง เมื่อรีสตาร์ทเครื่องตารางนั้นจะถูกละทิ้งไป ทำให้ระบบกลับสู่สภาพเดิมทุกครั้ง เทคโนโลยีนี้เหมาะอย่างยิ่งกับสภาพแวดล้อมที่มีผู้ใช้งานหลายคนสลับกันใช้เครื่องเดียวกัน ช่วยลดภาระงานไอทีและป้องกันภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องล็อกเครื่องแบบเข้มงวดจนผู้ใช้งานทำงานไม่สะดวก




